FICTION

 



  

Theme Music : The Good Riddance (Time Of Your Life) - Greenday

 

 

:: ♥ Forbidden Love ♥ ::  รักต้องห้าม!!

Title  : Forbidden Love
Chapter  : [CH2] “ Valentine’s Day 14.02.2552  00.00 AM.”
Author : Kapiris Pusmosap
Style : Boys love
Rate : PG-13 *
Category  : Romantic Fiction
Character : Jaejoong ♥ YunHo 


*ถ้อยคำบางอย่างของตัวละครไม่เหมาะสมกับเยาวชน ไม่ควรนำเป็นเยี่ยงอย่างนะจ๊ะ*

 

 

 

“แจจุง...”

 

ศีรษะที่วางอยู่บนท่อนแขนแกร่งเอียงตอบคำขานเรียกกระทบกับแผงอกแกร่งทำให้รู้ว่าร่างเล็กนี้ยังไม่ได้เข้าสู่ห้วงนิทรา แสงไฟหลากสีจากด้านนอกสากส่องผ่านกรุกระจกแคบๆ เข้ามาภายในห้องโดยไม่ตั้งใจ  บรรยากาศคึกคักบริเวณถนนที่ผู้คนพลุกพล่านด้านล่างตึกหลังนี้ให้ความรู้สึกแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับความเงียบที่แผ่ไปทั่วห้องมืดสลัวของช่วงเริ่มต้นราตรี

 

“แจจุง..” เสียงนุ่มทุ้มกระทบโสตประสาทที่พร้อมจะปิดอยู่ตลอดเวลา

 

“หืมมม...” คนที่ใกล้จะผล็อยหลับครางตอบในลำคอ

 

“หนาวมั๊ย?? ” ริมฝีปากเลื่อนไปใกล้กลุ่มผมสีดำสนิทที่อยู่ตรงหน้าอย่างห่วงใย

 

ไม่มีเสียงใดนอกจากกระชับวงแขนของตนให้แน่นขึ้นเป็นคำตอบ ก่อนที่แขนแข็งแรงจะเกี่ยวเอวบางให้ขึ้นมาอยู่บนลำตัว  ใบหน้าหวานซุกตัวลงไปบนไออุ่นจากเนินอกกว้าง  เสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะทำให้ร่างบางนี้รู้สึกสงบอย่างประหลาด

 

...เพียงแต่....ก้อนเนื้อที่กำลังเต้นอยู่นี้ มันไม่ได้เป็นของฉันเท่านั้นเอง...

 

ยิ่งเต้นแรงเท่าไหร่ก็ยิ่งทำลายอารมณ์แช่มชื่นให้พินาศลงไปเรื่อยๆ เท่านั้น..เสียงตุบๆ ของหัวใจเหมือนจะบอกว่า   เขาไม่ได้รักฉัน ในทุกจังหวะของการเต้น

 

...เราไม่ได้รักกัน...

 

“อีกสองวันก็วาเลนไทน์แล้ว แจจุงอยากไปไหนไหม?”  ร่างสูงเอ่ยถามร่างที่นอนหลับตาพริ้มอย่างเหนื่อยอ่อนบนแผ่นอกของตัวเอง

 

“นี่กำลังถามฉันหรือถามโพมี?” ร่างเล็กนั่นถามสวนกลับมาอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ได้ลืมตาขึ้นด้วยซ้ำ
เรียกให้คิ้วหนามุ่นเข้าหากันอย่างขุ่นข้องใจ ดวงตาฉายแววประหลาดใจส่งทอดมายังร่างที่กำลังจ้องมาทางเขา

 

ตุบ...ตุบ..ตุบ....


...เราไม่ได้รักกัน....

 


“ถามแจจุงสิ” นิ้วเรียวบรรจงเกลี่ยไกลไปตามไรผมสีดำไล่ไปถึงรอบดวงตาอย่างอ่อนโยน  อ้อมแขนที่รองรับน้ำหนักของร่างเล็กๆ นี้กระชับแน่นขึ้นเพื่อให้ร่างด้านบนเข้ามาใกล้กว่าเดิม

 

“แจจุงอยากไปไหนครับ?” คนด้านล่างถามอย่างสุภาพด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนกับการกระทำเมื่อครู่   ริมฝีปากอบอุ่นบรรจงจูบลงบนหน้าผากที่เกยอยู่ใต้คางอย่างแผ่วเบา

 

“ไปกันสองคนน่ะหรอ??”

 

“แน่นอนสิ”

 

ยุนโฮตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง ทำเอาหัวใจน้อยๆ ของแจจุงพองโต สายตาทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางความเงียบ หนึ่งเฝ้ารอคำตอบ อีกหนึ่งค้นหาคำตอบ จนสายตาคู่หนึ่งก็ต้องยอมแพ้และหลบไป ใบหน้าขาวเริ่มสูบฉีดสีเลือดอ่อนๆ

 

“ไปสวนสนุก” เสียงตอบอู้อี้ดังอย่างเขินอาย

 

“สวนสนุก?” ยุนโฮทวนคำถามอีกครั้งอย่างตกใจ

 

“ใช่แล้ว สวนสนุก” ใบหน้ายิ้มแย้มทำเอาคนร่างใหญ่แทบจะปฏิเสธไม่ลง  แต่คนที่ขึ้นชื่อว่ากลัวเครื่องเล่นหวาดเสียวทุกชนิดที่มีบนโลกใบนี้อย่างยุนโฮแล้ว สวนสนุกก็เหมือนกันนรกดีๆ นี่เอง

 

...ถ้าไปสวนสนุก  แจจุงก็รู้หมดน่ะสิ  ฉันไม่อยากกลายเป็นผู้ชายอ่อนแออ่ะ....

 

“ไปที่อื่นไม่ได้หรอ?”

 

แต่แจจุงที่มักจะมองอะไรในแง่ลบนั้น  คำว่า “ไปที่อื่นไม่ได้หรอ?” ของยุนโฮ ก็ทำเอาคนร่างเล็กตีความหมายผิดไปเสียสนิท

 

....มันใช้เวลานานไปใช่ไหมล่ะ?...

 

สายตาคมเอาแต่หลุบต่ำอย่างเศร้าสร้อย จนมือของยุนโฮอดไม่ได้ที่จะต้องลูบผมดำที่ลู่ลงแผ่บนอกของตัวเอง 

 

ความน้อยเนื้อต่ำใจเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในใจของหนุ่มน้อย คิม แจจุง  ยุนโฮไม่เคยให้เวลากับเขามากไปกว่าชั่งโมงสองชั่วโมงที่พอจะทำให้หนุ่มหล่อร่างสูงได้มีความสุขบนความทรมานของร่างเล็กๆ นี้เท่านั้น

 

..ใช่สิ..ชู้อย่างฉัน มันไม่มีค่าพอให้นายมาเสียเวลาด้วยใช่ไหม?...

 

“แต่ฉันอยากไปนี่” ในเมื่อจะไม่ได้ไป ก็ขอดื้อดึงให้สุดๆ ไปเลยละกัน  ร่างเล็กคิดอย่างนั้น

 

ยุนโฮที่เอาแต่ทำท่าอึกอัก  มันช่างตอบคำถามทุกอย่างในใจของร่างเล็กๆ ได้จนหมดสิ้น

 

“ไม่ได้หรอ” ร่างเล็กๆ ถามเสียงอ่อย แววตาหม่นหมองส่งถึงดวงตาคม

 

หยาดน้ำใสๆ ที่พยายามกล้ำกลืนฝืนไว้  ยื้อยุดกับความรู้สึกที่บังคับไม่ให้มันเป็นอิสระ ลมหายใจขาดช่วงเป็นสัญญาณบอกว่าเกิดอะไร  สองมือหนาประคองดวงหน้าหวานขึ้นมาอย่างเบามือแต่ดวงหน้านั้นกลับเบนบ่ายหน่ายหนีเรื่อยไป  ยุนโฮเอาหน้าผากของเขาแตะหน้าผากของแจจุง  แพของตางอนทิ้งตัวลงอย่างช้าๆ ก่อนถอนลมหายใจอย่างท้อแท้

 

“ได้สิ ได้แน่นอนอยู่แล้ว” 

 

หลังสิ้นเสียง  ดวงตาก็ต้องเบิกโตอย่างประหลาดใจ  ใบหน้าหล่อเหลาแอบอมยิ้มเมื่อเห็นริมฝีปากบางนั้นยิ้มกว้างทันทีที่ร่างสูงพูดจบประโยค

 

 “สัญญานะ!!” เสียงเริงร่าดังอย่างพองโต ความรู้สึกแย่ๆ ที่เคยก่อตัวมลายหายวับไปภายในเวลาไม่กี่วินาที

 

...เอาวะ เป็นไงเป็นกัน  มันคงไม่ถึงตายหรอก...ยุนโฮแอบคิดในใจ

 

ร่างสูงชูนิ้วก้อยขึ้นมาตรงหน้าก่อนที่นิ้วเล็กๆ จะสอดเกี่ยวพัน....สัญญานะยุนโฮ... แล้วจุมพิตหอมหวานถูกประทับลงบนผิวแก้มนวลเนียนครั้งแล้วครั้งเล่า

 

สองร่างกอดก่ายใต้ผ้าห่มสีขาวผืนหนาถ่ายทอดความอบอุ่นให้แก่กันภายในห้องเล็กๆ แสงสลัว เสื้อผ้าที่กองเป็นกลุ่มก้อนกระจัดกระจายไปทั่วปลายเตียงและพรมหนาสีเขียวเข้ม  สถานที่ๆ เป็นจุดจบของการพบเจอแต่ละครั้ง สถานที่ๆ แจจุงรู้ดีว่าเขาต้องมา เพราะมันเป็นสถานที่ "เพื่อเติมเต็มความรักที่ขาดหายไป"

.
.

.
.
.

.
.

วันที่ 13 กุมภาพันธ์  2552

เวลา 8.45 น.

 

สายน้ำใสของน้ำพุพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศต่อสู้กับแสงอาทิตย์อ่อนแรงท่ามกลางอากาศเย็นเฉียบของปลายฤดูหนาว มีร่างภายใต้สเว็ทเตอร์สีขาวขุ่นกางเกงสีครีมนั่งนับถอยหลังอย่างใจจดใจจ่อ  ดวงตาสีนิลจ้องมองเข็มวินาทีที่เดินอย่างเชื่องช้าอย่างไม่รับรู้ว่าการรอคอยนั้นช่างน่าเบื่อ  แต่ในความน่าเบื่อนี้กลับแฝงความตื่นเต้นไปพร้อมกัน ร่างที่นั่งนิ่งไม่ไหวติงเป็นเวลากว่าชั่วโมงดึงดูดสายตานับสิบคู่ที่ผ่านไปผ่านมาไว้ให้เหลียวหลังกลับมา 

 

…อีก 15 นาที..

 

แว่นตากรอบหนาที่ใส่เป็นประจำถูกเก็บไว้ในลิ้นชักเป็นอย่างดีและถูกแทนที่ด้วยคอนแทคเลนส์คู่ใหม่เอี่ยมที่เพิ่งถอยมาเมื่อวาน  ถึงจะเคืองตาจนน่ารำคาญแต่ถ้าเพื่อวันนี้ก็คงจะไม่เป็นไร  ทรงผมรุงรังแปรสภาพเป็นผมซอยไล่จนมาถึงลำคอดูสวยงาม หน้าม้าที่เคยยาวจนเกะกะหายไปแล้ว เผยให้ใบหน้าหวานปรากฏสู่สายตานับร้อยขณะที่เดินสวนทางไปมา

 

ถึงแม้วันนี้จะไม่ใช่วันวาเลนไทน์  แต่ความรู้สึกดีใจก็โลดแล่นไปทั่วหัวใจดวงน้อยจนบดบังความเศร้าที่ตกตะกอนมาเนิ่นนาน 

 

...รู้ดีว่าไม่มีสิทธิ์...ไม่ใช่คนสำคัญขนาดที่เขาจะต้องสละเวลาให้...วันแห่งความรัก เขาคงมอบให้กับคนที่เขารัก ....ที่ไม่ใช่ฉัน...ยุนโฮคงไม่อาจจะละทิ้งคนพิเศษมาหาได้ในวันพรุ่งนี้ได้...แต่อย่างน้อย...ก็ยังมีวันนี้...วันที่เป็นวันของเราสองคน.....

 

แก้วตาสีราตรีกาลสะท้อนให้เห็นเข็มชั่วโมงที่หยุดยืนตรงเลข 10 พอดี และเข็มนาทีก็เลื่อนห่างออกมาจนทำมุม 90 องศาแล้ว...10.10  นาฬิกา...แต่บัดนนี้ก็ยังไม่เห็นวี่แววของคนที่เฝ้าคอยมานานนับชั่วโมง

 

…เรานัดกัน 9 โมงไม่ใช่หรอยุนโฮ....

.
.
.


.

.

เวลา 9.32 น.

 

ความกังวลคุกคามไปทั่วทุกลมหายใจ ความรู้สึกโหวงเหวงปั่นป่วนในท้องทำให้แจจุงรู้สึกเหมือนเขากำลังไม่

 

สบาย  กระวนกระวายใจห่วงสวัสดิภาพของคนที่เขาต้องการพบมากที่สุดตอนนี้  ความหวาดหวั่นคืบคลานไปในทุกๆ ที่ที่สายตาสามารถมองเห็นได้  แต่ไม่เห็นแม้แต่เงาของร่างสูง  ความประหวั่นปลุกความกลัวให้ท่วมท้น นิ้วเรียวเริ่มไล่ไปตามแผงตัวเลขบนวัตถุสื่อสารสีเทาเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจจำได้

 

“หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้  ...กรุณาฝากข้อ...”  เสียงจากเครื่องตอบรับบีบคั้นหัวใจ

 

...นายอยู่ที่ไหนกันยุนโฮ??...

 

ผู้คนที่เริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ทำให้แจจุงต้องยืนขึ้นเพื่อขยายทัศนวิสัยของตนเองให้กว้างขึ้น แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาในเมื่อร่างสูงโปร่งของยุนโฮไม่ได้อยู่ในบริเวณนั้นเลย

 

น้ำใสๆ เริ่มเอ่อล้น ความกังวล ความน้อยใจ ผสมปนเปกันไปหมด  อุบัติเหตุ  รถติด แบตหมด ลืม หรือ โพมี ไม่ว่าร่างเล็กจะสรรหาเหตุผลมากมายเพียงไรก็ยิ่งทำให้รู้สึกแย่ขึ้นไปเท่านั้นเอง 

 

แต่แล้วเสียงที่รอคอยมาเนิ่นนาน....

 

“ฮัลโหล ยุนโฮ..!!” 


ร่างเล็กกระวีกระวาดรับโทรศัพท์อย่างร้อนรน เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยเรียกเอาน้ำใสๆ รินไหลออกมาอีก

 

“แจจุงหรอ ตอนนี้นายอยู่ไหน?”


เสียงของยุนโฮทำให้หัวใจที่ห่อเหี่ยวชื้นขึ้นอีกครั้ง

 

“ฉันอยู่ที่สวนสนุกแล้ว อยู่ตรงน้ำพุหน้าประตูทางเข้า”

 

“งั้นรออยู่ตรงนั้นก่อนนะ แล้วฉันจะรีบไป”

 

“ ....เอามานี่นะยุนโฮ..”


เสียงเล็กแหลมที่แทรกขึ้นมาระหว่างบทสนทนาของเด็กหนุ่มทั้งสอง ทำเอาหัวใจกระตุกวูบ...โพมี...

 

"อ๊ะ..อย่าสิ..ฉันกำลังคุยโทรศัพท์”


เสียงตะโกนโหวกเหวกระหว่างบุคคลทั้งสองจากอีกฝั่งดังออกมา

 

“...นายคุยกับหมอนั่นอยู่ใช่มั๊ย...”


เสียงกรีดร้องและเสียงฟูมฟายจนไม่ได้ศัพท์

 

"มันเรื่องของฉันนะ…เธอไม่เกี่ยว!!!”

 

น้ำเสียงเด็ดขาดดังอย่างเฉียบพลันก่อนที่จะลดระดับลงมาเท่าเดิม

 

“รอฉันก่อนนะ อย่าเพิ่งกลับ” 

 

และสายก็ตัดไป

.
.
.

.
.

เรื่องที่เกิดขึ้นรวดเร็วจนแจจุงตั้งตัวไม่ทัน  อากาศเย็นๆ ที่สูดเข้าไปดูเหมือนจะเริ่มไม่เพียงพอ  ความเย็นเยียบกรีดย้ำลงไปบนทุกที่ๆ มันสัมผัสถึง... [b]“รวมทั้งหัวใจ”[/b]...  ฝ่ามือเย็นชื้นจากเหงื่อที่ซึมผ่านผิวหนังออกมาทำให้นิ้วเรียวชาจนไม่รู้สึก  แต่ข้างในลึกๆ กลับรู้สึกอย่างประหลาด 

แจจุงกระพริบตาถี่ๆ หลายครั้งเพื่อเรียกสติคืนมาและลำดับเรื่องราวทั้งหมด...ยุนโฮมาช้าและบอกให้เขารอเพราะยุนโฮกำลังอยู่กับ ‘โพมี’. ..นั่นคือสิ่งที่เขาพอจะคิดได้  

 

เพียงไม่นาน...หน้าจอโทรศัพท์ที่เพิ่งดับไปเมื่อ 2-3 นาทีก่อนก็ส่องแสงวูบวาบและปรากฏคำว่า “YoonHo” อีกครั้ง

 

 “แกไม่มีปัญญาหาผัวเองรึไง  ถึงได้มาคาบของๆ คนอื่นเขา”

 

“หยุดนะโพมี”

 

“หน้าด้าน!! อายฟ้าดินบ้างมั๊ย มานอนกกอยู่กับผู้ชาย น่าขยะแขยงที่สุด”

 

“เธอเป็นบ้าไปแล้วหรอ”

 

ไม่ทุเรศตัวเองรึไง …อย่ามาห้ามนะยุนโฮ….ไม่สมเพชตัวเองเหรอที่ต้องมาเป็นชู้คนอื่น”

 

“ฉันบอกให้หยุด”

 

ไม่อย่างแกก็แค่ที่ระบายความอยากเท่านั้นแหละ

 

“...เลิกบ้าได้แล้วโพมี หุบปากซักที..”

 

เสียงเล็กแหลมหวีดตะเบ็งจนดังออกมานอกโทรศัพท์ ในขณะที่อีกเสียงก็ตะโกนกลับใส่กันอย่างไม่ลดละ  ร่างบางๆ สั่นเทิ้มไปทั้งตัว  ทั้งความโกรธ ความอาย ความอัดอั้นสั่นคลอนร่างกายราวกับพายุโหมกระหน่ำ  นิ้วมือสั่นระริกจนควบคุมไม่ได้  ความรู้สึกรุนแรงที่สะท้านไปถึงขั้วหัวใจทำเอาลมหายใจขาดช่วง บัดนี้น้ำตาพรั่งพรูลงมาอย่างไม่ขาดสาย ภาพเบื้องหน้าพร่ามัว ลูกสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ  ลมหายใจเริ่มติดขัด  คำพูดทิ่มแทงและความทรมานบดขยี้หัวใจให้แหลกสลาย  ท่อนขาเล็กทั้งสองข้างอ่อนยวบจนรับน้ำหนักไม่ไหว

.
.
.

.

.

เวลา 20.06 น.

 

ควันสีขาวถูกพ่นเป็นสายออกจากโพรงจมูกที่เย็นเฉียบ 
ผิวหนังตึงขึ้นเพราะอากาศรอบตัวที่เย็นลงเรื่อยๆ
สายลมแผ่วผิวต้องกายสั่งให้เรียวแขนเล็กกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอย่างอัตโนมัติ  
สายน้ำใสของน้ำพุที่เคยพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศต่อสู้กับแสงอาทิตย์ต้องเปลี่ยนเป้าหมายเมื่อในแผ่นฟ้าหามีดวงสุริยันไม่
ดวงตะวันลอยลับเคลื่อนคล้อยล่วงเลย  ดวงจันทราหมุนเวียนสับเปลี่ยนมาแทนที่  
เบื้องหลังน้ำพุที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน มีร่างภายใต้สเว็ทเตอร์สีขาวขุ่นกางเกงสีครีมนั่งคุดคู้อยู่
ด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา  ดวงตาสวยแดงช้ำผ่านการร่ำไห้มากมาย
เสียงสะอึกสะอื้นที่ดังอย่างเงียบๆ มาเป็นเวลานานจนไม่มีแรงหรือแม้กระทั่งเสียงที่จะร้องไห้ต่อไป 
...ท่ามกลางความเดียวดายและอากาศเย็นยะเยียบ  ร่างเล็กต้องต่อสู้กับความโดดเดี่ยวเพียงลำพัง...


“หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้  กรุณาฝากข้อความไว้หลังได้ยินเสียงสัญญาณ     ตู๊ดด..ดด..   ยุนโฮ  รีบๆ มาหล่ะ  ฉันยังรออยู่นะ เร็วๆ เข้า  อยากเจอนายจังเลย ”


....ในเมื่อเขาบอกให้ ‘รอ’ ก็คงทำได้เพียงแค่เฝ้า ‘รอ’ ต่อไปอย่างไร้ความหวัง…..


หลังจากข้อความเสียงฉบับที่ 12 ถูกบันทึกเสร็จแล้วก็ยังคงไม่มีวี่แววของร่างสูงเลยแม้แต่น้อย ในที่สุดร่างเล็กก็คิดได้ว่าต่อให้นั่งหายใจทิ้งอยู่ตรงนี้ต่อไปก็ไม่ได้เจอกับร่างสูงที่เขาอยากพบอยู่ดี...ในเมื่อเขายังอยู่กับเธอคนนั้น...คนที่ขึ้นชื่อว่า ‘ตัวจริง’…  ใบหน้าหวานส่ายอย่างแรงๆ เพื่อยื้อยุดน้ำตาไม่ไหลออกมาภายนอกด้วยความคิดไม่เข้าท่า 

แจจุงลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ  ร่างเล็กเซถลาอย่างเสียการทรงตัวเนื่องจากการนั่งแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อนมาเป็นเวลากว่า 5 ชั่วโมง ขาทั้งสองข้างชาจนไม่เหลือความรู้สึก สายตาพร่ามัวเมื่อเลือดไม่อาจส่งไปเลี้ยงสมองได้ท่วงทันจากการลุกอย่างฉับพลัน  สองมือจับขอบบ่อน้ำพุพยุงร่างเอาไว้ไม่ให้ล้มลงไป  ก่อนที่จะเริ่มออกเดินทางอย่างไร้จุดหมายไปตามทางเดินของสวนสนุกแห่งนี้  ปลายเท้าขูดลากแผ่นอิฐที่ปูไว้อย่างล่องลอยภายใต้ราตรีสีมุก  แสงจันทร์นวลผ่องแสงแข่งกับประกายไฟหลากสีของหลอดไฟที่ประดับประดาไว้   ขาสองข้างพาเจ้าของร่างมาหยุดอยู่เบื้องหน้าชิงช้าสวรรค์เครื่องใหญ่ใจกลางของสวนสนุก 

.
.

.
.
.

.

เวลา 21.24 น.

 

ครืน..!!
เสียงครืดคราดจากระบบไฮโดรลิคของชิงช้าสวรรค์ดังสนั่น  กระเช้าขนาดค่อนข้างใหญ่สีขาวหยุดกึกลงเบื้องหน้าของร่างเล็กพอดิบพอดี  แจจุงก้าวเท้าเข้าไปในโลหะวัตถุที่แน่ใจว่าหยุดเรียบร้อยดีแล้ว  เพียงไม่นานกงล้อยักษ์ก็เคลื่อนตัวทะยานสู่ท้องฟ้าสีหม่นปราศจากดวงดาราอย่างช้าๆ  ละอองหิมะที่ร่วงหล่นสู่พื้นดินเกล็ดแล้วเกล็ดเล่าละลายไปตามกาลเวลา  ...เหมือนความสุขมลายหายไปตามความจริง…

กระเช้าที่นั่งอยู่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่าง  ฝ่ามือขาวซีดลูบไล้บ้านเรือนหลังจ้อยไปตามแผ่นกระจกใส  ก่อนที่จะรินหลั่งหยาดน้ำรสแปร่งปร่าให้หยดลงสู่หน้าตักของตัวเอง  เข่าสองข้างข้างชันขึ้นรองรับคางมนที่เกยอยู่ด้านบน

 

....เขาไม่มาสินะ...

 

มือเล็กๆ ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงก่อนจะหยิบเครื่องมือสื่อสารออกมาอีกครั้ง  ขณะเดียวกันกับที่กระเช้าอยู่ ณ จุดสูงสุดพอดี 

 

“เขาไม่มาหล่ะ..... ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ วันนี้เขาก็คงอยู่กับแฟนเหมือนเคย ... โง่จริงๆ เล้ย.....  ไม่รู้จะรอทำไม ก็รู้อยู่แล้วว่าเขาต้องเลือกเธอคนนั้น  ยังไงซะ...เธอก็เป็นตัวจริงที่ฉันไม่อาจจะไปแทนที่ได้”

 

โทรศัพท์เริ่มบันทึกตัวเองไปเรื่อยๆ ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอเป็นเพียงชายหนุ่มหน้าสวย...เพียงลำพัง...

 

“มันจบแล้วหล่ะ คิม แจจุง....  นายไม่ได้.....”

 

น้ำเสียงเริ่มขาดช่วงเพราะถูกขัดจังหวะด้วยเสียงสะอื้น

 

“ไม่ได้เป็น คิม  แจจุง ของ จุง ยุนโฮ อีกต่อไป”

 

.
.

.

“ขอโทษนะจุนซู  ขอโทษที่ฉันไม่เคยฟังที่นายพูด ตอนนี้ฉันกำลังกลายเป็นดอกไม้ริมทาง เป็นเสื้อผ้าที่เขาทอดทิ้งแล้วอย่างที่นายพูดจริงๆ ”

 

ความปวดร้าวจุกอยู่ที่ลำคอ  เสียงหวานเริ่มแหบแห้งลง เล็บทั้งห้าของมือที่ยังว่าง จิกทึ้งลงบนท่อนขาของตังเอง  ริมฝีปากขบเม้มจนบางเฉียบเพื่อกล้ำกลืนความรู้สึกต่างๆ เอาไว้

 

“ขอโทษจริงๆ จุนซู จะผิดมั๊ยถ้าคนๆ นี้จะคลานกลับไปให้นายเห็นหน้า  เรายังเป็นเพื่อนกันได้ใช่มั๊ย??”

 

คำถามที่ไม่มีคำตอบยิ่งเสียดแทงใจให้เจ็บช้ำทวีคูณ กระเช้าเริ่มคล้อยตัวต่ำลงเรื่อยๆ

 

“จุนซู...ฉันเจ็บ.....เจ็บปวดเหลือเกิน....ที่ต้องยอมรับความจริง  ฉันร้องไห้ตั้งหลายรอบแหนะ....ฉันรู้สึกเสียใจมาก....มากซะจนไม่อยากหายใจ....เพียงเพราะ....เขา…เขาคนเดียว”

 


REC05:12.23.16

Date:13/02/2009

 

“แต่ทำไมกัน.....ทำไมกันนะ.....ทำไมฉันถึงยังรักเขาอีก”

 

คำถามถูกส่งทอดสู่เพื่อนรัก ‘ที่ไม่มีตัวตน’  คำพูดที่พยายามเค้นอยู่นานค่อยๆ จมหายไปในเสียงสะอื้นที่ดังขึ้น  แจจุงไม่อาจทานน้ำตาที่เอ่อล้นไว้ได้อีกแล้ว  ความร้อนผ่าวที่ดวงตาแดงช้ำถูกถ่ายทอดลงบนหลังมือที่วางอยู่บนหัวเข่าทั้งสองข้าง  ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์เป็นเพียงมุมกล้องแปลกๆ ที่กลับหัวและหาความชัดเจนไม่ได้  ร่างเล็กสะท้านไปตามแรงสะอื้น  มีเพียงเสียงฟืดฟาดเท่านั้นที่เล็ดลอดเข้าไปในโสตประสาท  ตัวเลขที่ยังวิ่งแล่นๆ ตลอดเวลาบ่งบอกว่าภาพเหล่านี้ได้ถูกบันทึกลงไปทุกๆ อิริยาบถ  จนกระทั่งในที่สุด....

 

 

 

REC05:16.07.08
Date:13/02/2009

 

“ฉันรักนาย  รักนายจริงๆ จุง  ยุนโฮ”

 

มือเล็กปาดหยดน้ำตาก่อนที่แสงสว่างจะดับวูบลง........

.
.
.
.


.
.

.
.

เวลา 23.27 น.


หิมะสีขาวโปรยปรายไปตามเส้นทางที่ต้องก้าวเดิน  ความรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกลอยวนเวียนอยู่รอบกาย  แจจุงเดินออกมาจากสวนสนุกแล้วเพราะเขาคงไม่จำเป็นต้องรอ ‘ใครบางคนที่คงไม่มา’ อีกต่อไป  เขาปล่อยให้สมองว่างเปล่าไม่นึกถึงเรื่องของ ‘วันนี้’ หรือแม้กระทั่ง ‘วันพรุ่งนี้’

 

...แต่ถึงอย่างไรความเสียใจก็มีมากกว่าหลายเท่าอยู่ดี....

 

ตอนนี้จุนซูจะหลับหรือยัง?  เป็นสิ่งที่ร่างบางซึ่งย่างกายทอดน่องไปบนหิมะผืนหนาคิดไว้ในใจ รอยเท้าที่เกิดตามน้ำหนักซึ่งทิ้งตัวลงไปฝังลงบนน้ำแข็งที่ยังไม่ละลาย  ผู้คนยังพลุกพล่านบนถนนสายนี้แม้ว่าเป็นเวลาเกือบจะเที่ยงคืนแล้ว  เขามีเรื่องมากมายที่ต้องพูดกับจุนซูและเขาก็รู้ตัวว่าควรที่จะไปขอโทษจุนซูผู้แสนดีเสียที  ก่อนที่เขาจะเสียเพื่อนรักไป  ...และก่อนที่เขาจะต้องอยู่ตัวคนเดียวจริงๆ...

 

แล้วจู่ๆ เสียงลากเท้าที่เคยสม่ำเสมอกลับเปลี่ยนจังหวะไปอย่างกะทันหัน เมื่อสองสายตาประสานกัน  ต่างฝ่ายต่างจับจ้อง  ร่างกายเริ่มชาจนไร้ความรู้สึก  ก่อนที่จะหันหลังแล้วออกฝีเท้าอย่างเต็มกำลัง  แต่ก็ไม่อาจหนีพ้นร่างที่ไล่ตามมาได้  แขนแกร่งเข้าสวมเอวบางอย่างไม่แคร์สายตาของใคร ร่างเล็กพยายามต่อต้านผู้ที่รุกรานความอิสระแต่ก็ไม่อาจจะหลุดพ้นจากพันธนาการ  ใบหน้าคมฝังลงบนต้นคอขาวเนียน ยิ่งแขนแกร่งโอบรัดเท่าไหร่กำแพงที่สูงชันก็ค่อยๆ ทะลายลงไปเท่านั้น ร่างเล็กพยายามต่อสู้อยู่นาน แต่ก็รู้ว่ายิ่งขัดขืนก็จะยิ่งจมหายเข้าไปในอ้อมกอดกว้างมากขึ้นเท่านั้นเอง

 

“มาทำไม  นายมาหาฉันทำไม” ในที่สุดร่างเล็กๆ ก็หยุดดิ้นรน  น้ำเสียงขอดค่อนแผดตะเบ็งแม้ว่าลำคอนั้นจะเจ็บแสบจากการร้องไห้อย่างหนักอยู่เพียงใดก็ตาม  ....นายกลับมาอีกทำไม...

 

“นายต้องการอะไรอีก ”

 

ท่อนแขนบางเหวี่ยงกระชากร่างใหญ่กว่าให้กระเด็นออกไป  น้ำเสียงเดือดดาลพ่นความอัดอั้นออกมา

 

“นายรู้บ้างมั๊ยว่าฉันรู้สึกยังไง”

 

“ยังเห็นฉันเสียใจไม่พอใช่ไม๊?  แค่นี้มันยังไม่พอใจใช่มั๊ยยุนโฮ”

 

“..แจจุง...” 


แขนยาวกว่าเอื้อมไปกำข้อมือผอมบางนั่นไว้เพื่อรั้งไม่ให้ร่างเล็กไป  ผู้ถูกดึงดันสะบัดทึ้งเพื่อเป็นอิสระ  แต่ดูเหมือนกำแพงในใจมันได้พังพินาศลงไปหมดแล้วเมื่อสายตาเจ็บปวดนั่นส่งทอดมา  ร่างบางจมลงสู่ออมกอดของร่างสูงอีกครั้ง  น้ำตาไหลรินเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว ...นายจะทำให้ฉันร้องไห้อีกเท่าไหร่ถึงจะพอ...??

 

“แจจุง ฉันขอโทษ”

 

“เก็บคำขอโทษของนายเอาไว้เถอะ ชอง ยุนโฮ  แล้วก็กลับไปหาคนที่นายรักซะ ส่วนฉันก็จะไปตามทางของฉัน” 


ประโยคยาวยืดขณะที่การต่อสู้ระหว่างสองร่างเกิดขึ้นอีกครั้ง  ร่างบางยิ่งดิ้นหนักขึ้น  พยายามทุกวิถีทางเพื่อจะเป็นอิสระให้ได้

 

“ก็เขาอยู่ตรงหน้าของฉันนี่ยังไงหล่ะ”


ประโยคสุดท้ายที่ทำร่างกายหยุดทุกการเคลื่อนไหวจนเกือบจะลืมหายใจ  ร่างบางมองสายตาแน่วแน่นั่นด้วยความลังเลใจ และเมื่อคิดว่ามันไม่พอ..ยุนโฮจึงเอ่ยต่อไปว่า...

 

“คนที่ฉันรักก็อยู่ตรงนี้ยังไงหล่ะ คนที่ฉันรักคือคนที่ฉันทำร้ายจิตใจของเขาเรื่อยมา  คนที่ฉันรักที่ฉันปล่อยให้เขารอคอย....... คนที่ฉันรักมีชื่อว่า คิม แจจุง” 


ยุนโฮพูดพลางนั่งคุกเข่ากับพื้น  มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงก่อนที่จะหยิบโลหะสีเงินออกมาสวมรอบนิ้วนางของซ้ายของผู้ที่เลือกมันมา

 

“กลับมาเป็นของฉันเถอะนะ  แล้วฉันก็จะเป็นของนายตลอดไป”

 

ร่างหนึ่งโอบกอด อีกร่างอยู่ในอ้อมกอด เสียงหัวใจสองดวงที่ดังตุบๆ เป็นจังหวะกำลังบอกว่า “ฉันรักนาย”  ริมฝีปากได้รูปรับรสจูบหอมหวานเนิ่นนานอย่าง....ไม่มีวันรู้จบ...

 

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551
เวลา 00.00 น.
…Valentine’s Day… 

 

 

To be continued …

 

 

 

 

edit @ 1 May 2009 14:39:18 by BANANAJUNK

 


 

Theme Music : The good riddance(Time of your life) - Greenday

-------*-------*-------*-------*-------*-------*-------*-------*-------

 

 

 

:: Forbidden Love ::  รักต้องห้าม!! 

Title        : Forbidden Love

Chapter    : [CH1]  “ Hold me tight … Yunho”

Author     : Kapiris PusmosapStyle        : Boys love

Rate         : NC-17 *

Category  : Romantic Fiction

Character : Jaejoong YunHo

*มีฉาก Love scene.. หนูๆ อย่าเพิ่งรีบ Erotic รอให้โตก่อนค่อยมาทำความรู้จักกับมันนะจ๊ะ*   

 

 

อืมม..ยุน...โฮ..  

 

ภายในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้านักบาสเก็ตบอลชายซึ่งอยู่ด้านในสุดของโรงยิม เสียงครวญครางแผ่วเบาดังแข่งกับเสียงเขย่าของล็อคเกอร์เก่าๆ ที่วางเรียงกันเป็นแถวชิดกับผนังที่สีร่อนเป็นแผ่นๆ  ทุกส่วนของผนังห้อง ล็อคเกอร์ทั้งด้านในและด้านนอก หรือแม้กระทั่งโต๊ะวางของที่อยู่รอบๆ ประดับประดาไปด้วยโปสเตอร์นักบาสเอ็นบีเอและนักบาสชื่อดังจนมองไม่เห็นสีที่เคยทาไว้ด้วยฝีมือรุ่นพี่เมื่อหลายรุ่นก่อน  กลิ่นเหงื่อไคลโชยออกมาจากเสื้อผ้าใส่แล้วที่ถูกยัดไว้หลังประตูล็อคเกอร์อย่างลวกๆ ถูกกลบด้วยความเร่าร้อนที่แผ่กระจายไปทั่วห้อง 

 

อ๊า...ยุน..ยุนโฮ..”  

 

แม้ว่าตอนนี้จะเป็นกลางฤดูหนาวที่อุณหภูมิแทบจะติดลบ แต่เสียงหวานกลับพร่ำเรียกผู้ปรนเปรอสัมผัสเสียวซ่านโดยไม่สนใจอากาศเย็นยะเยียบที่กระทบผิวกาย   ความอบอุ่นที่ทั้งสองร่างถ่ายเทให้แก่กันเพียงพอที่จะทำให้อุณหภูมิเย็นๆ นั่นไม่มีผลใดๆ  ใบหน้าหวานซุกลงบนแผงอกกว้างในขณะที่แขนสองข้างโอบรัดต้นคอสูงๆ ไว้ราวกับร่างที่อยู่ตรงหน้าจะหายไปถ้าหากดวงตาสวยคู่นั้นกระพริบตา 

 

ร่างทั้งร่างสั่นไหวตามแรงกระแทกที่หนักหน่วงและรุนแรง 

 

กอดฉันอีก กอดฉันแน่นๆ ยุนโฮ   

 

ไม่ใช่เพราะอากาศหนาว ที่หนาวเสียจนลมหายใจที่พวยพุ่งออกมาแปรเปลี่ยนเป็นควันสีขาวเมื่อปะทะกับความเย็นรอบๆ ร่างเล็กนี้จึงต้องการไออุ่นจากชายหนุ่มร่างใหญ่   

 

แต่เป็นเพียงเพราะ... มือใหญ่คู่นั้นไม่เคยมองความรู้สึกอบอุ่นที่ว่า เรากำลังกอดกันอยู่นอกจากเวลาแบบนี้ 

 

แต่อันที่จริง...มันอาจจะเป็นเพียงเพราะ....เมื่อมือใหญ่คู่นั้นโอบกอดร่างเล็กเล็กนี้..แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่กี่นาที...อย่างน้อยที่สุดมันก็เป็นช่วงเวลาที่จะได้โกหกตัวเองว่า... เขารักฉัน ... 

 

มองหน้าฉันสิแจจุง เสียงทุ้มออกคำสั่งห้วนๆ อย่างเอาแต่ใจ  นิ้วเรียวช้อนใบหน้าที่พยายามเงยขึ้นอย่างแช่มช้าให้หันมาสบตากับตัวเอง 

 

“ฉันเคยบอกนายรึยัง?”  สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสงสัยจ้องมองผู้ตั้งคำถามใจจดใจจ่อ  

 

“ว่านายหน่ะ...” ใบหน้าคมกระซิบแผ่วปนเปกับเสียงหอบเบาๆ ข้างแก้มแดงระเรื่อ 

 

นายสวยที่สุด แจจุง ก่อนบรรจงประทับริมฝีปากของตัวเองลงไป โดยคนที่เพิ่งถูกชมไม่สามารถตั้งตัวได้ทัน 

ส่วนล่างที่ขยับไปมาอย่างรัวเร็วบวกกับรสจูบร้อนแรงทำเอาใบหน้าสวยขมวดคิ้วอย่างพอใจ  สองลิ้นแลกกันกระหวัดพันเกี่ยว  จุมพิตแสนหอมหวานจนแทบละลายเกือบทำให้ขาเล็กๆ ทรุดลงไปด้วยอารมณ์กระสัน

 

ยุนโฮเริ่มเร่งจังหวะพร้อมกับเพิ่มรสจูบให้ร้อนแรงกว่าเดิมจนร่างบางสะดุ้งจากการเปลี่ยนอิริยาบถของร่างสูง เสียงหวานที่ขาดช่วงไปเริ่มกลับมาก้องกังวานอีกครั้ง 

 

อืมม..อืออ.. แต่ทำได้เพียงส่งเสียงภายในลำคอ  ในเมื่อร่างสูงยังกดจูบอุ่นๆ นั้นไว้อย่างแน่นหนา   

 

 เสียงหวีดหวิวของสายลมบอกให้รู้ว่าไม่มีใครอยู่ทั้งภายในและภายนอกโรงยิม  ความเงียบสงัดของฤดูหนาวปกคลุมไปทั่วบริเวณ 

 

มือเล็กข้างหนึ่งกำปกเสื้อไว้แน่นขณะที่อีกข้างทาบลงบนแผ่นอกกว้าง  แผ่นหลังแนบติดกับประตูของล็อคเกอร์ทำให้แจจุงดูดซับทุกๆ แรงกระแทกอย่างเต็มที่  ตอนนี้ริมฝีปากของยุนโฮปล่อยให้แจจุงเป็นอิสระและเริ่มพรมจูบไปทั่วซอกคอเนียน  สะโพกหนาขยับเร็วขึ้น เร็วขึ้น และเร็วขึ้นไปอีก... 

 

อ๊า..ยุน...ฉัน...ฉันจะ...อ๊ะ...   เพียงเวลาไม่นานนัก  ของเหลวสีขาวข้นก็เปรอะเปื้อนมัดกล้ามเนื้อหน้าท้องของร่างที่หันหน้าให้กับล็อคเกอร์  และตามมาด้วยของเหลวบริเวณช่องทางรัก 

 

ควันสีขาวถูกพ่นออกมาแรงๆ ด้วยความเหนื่อยอ่อน หน้าอกโยนตัวตามแรงหอบจนชนกัน เหงื่อเม็ดใสผุดพรายไปตามไรผม แขนแกร่งดึงร่างที่ยืนพิงล็อคเกอร์อย่างอ่อนแรงเข้ามากอดไว้อย่างหลวม แพขนตายาวหลับพริ้มอย่างเป็นสุข 

 

แขนเล็กกระชับอ้อมกอดของตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้  ช่วงเวลาที่แจจุงชอบที่สุดก็คือตอนที่ร่างของเขาได้จมหายไปในหน้าอกกว้างๆ ของยุนโฮ เขาชอบที่จะฟังจังหวะของหัวใจทั้งสองดวงเต้นไปพร้อมกัน ช่างเป็นอะไรที่แสนวิเศษราวกับว่าเป็นหัวใจของเขากับของยุนโฮกลายเป็นดวงเดียวกัน...แม้ในความเป็นจริง ไม่อาจจะเป็นเช่นนั้น... 

 

ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันพักใหญ่จนกระทั่งความเหนื่อยหอบค่อยๆ จางหายไป  มือหนายกขึ้นบรรจงเกลี่ยไรผมสีดำขลับของร่างบางอย่างทะนุถนอม คนร่างเล็กก็เอาแต่จ้องมองใบหน้าหล่อเหลานั้นอย่างไม่ละสายตา และในที่สุดความเงียบเชียบที่ดำเนินมาเนิ่นนานก็ถูกทำลายด้วยคำพูดของร่างสูงที่ว่า

 

 เป็นของฉันตลอดไปนะแจจุง”  

 

ยุนโฮกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูเล็กๆ ที่อยู่ภายใต้กลุ่มผมสีดำสนิท 

.

.

.

.

 

.

.

 

.

ไปไหนมา แจจุง หนุ่มน้อยหน้าตาน่ารักเอ่ยถามเพื่อนคนสวย  เมื่อแจจุงมุดมานั่งที่โต๊ะเรียนและจัดแจงแว่นตาให้เข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว 

 

โรงยิมน่ะ แค่สามคำแต่จุนซูก็เข้าใจความหมายที่สื่อมาได้ชัดเจน

 

 ...ยุนโฮ ใช่ไหมล่ะ..... 

 

เมื่อ 3 นาทีก่อนอาจารย์กำลังหันหลังไปพูดกับกระดานเกี่ยวกับเรื่องการสืบพันธุ์ของพืช  แจจุงที่เพิ่งจะมาเข้าเรียนคาบชีวะในขณะที่เพื่อนๆ เรียนกันไปแล้วกว่าครึ่งคาบก็แอบคลานเข้ามาหลังห้องอย่างเงียบกริบ  จุนซูที่รู้ตัวเองว่าควรทำอย่างไรเมื่อเพื่อนเข้าเรียนไม่ตรงเวลาก็เลือกที่จะนั่งริมซ้ายด้านหลังสุดที่อยู่ติดประตูทางเข้าเพื่อความสะดวกของแจจุง 

 

โดดเรียนอีกแล้วนะ  ดีนะวันนี้อาจารย์ไม่ได้เช็คชื่อ ไม่งั้นฉันก็ต้องหวิดตายขานชื่อแทนนายอีกจุนซูบ่นอย่างเซ็งๆ 

 

ไม่ได้โดดเรียนซะหน่อย  แค่เข้าช้าเอง แจจุงแก้ตัวไปอย่างเอาสีข้างเข้าถู 

 

ฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะต่างกันตรงไหนแล้วจุนซูก็หันไปนั่งจดเล็คเชอร์อย่างตั้งใจอีกครั้งโดยไม่หันมามองแจจุงอีกเป็นครั้งที่สอง  ทำเอาแจจุงเลิกคิ้วสูงพร้อมกับยักไหล่ก่อนที่จะหันไปฟังอาจารย์ที่ยืนอยู่หน้าห้องบ้าง 

 

เมื่อกระดิ่งเลิกเรียนดังขึ้น สองร่างก็รีบลุกออกจากห้องชีวะมืดๆ ไปสู่แสงสว่างด้านนอก แจจุงกับจุนซูเดินไปตามระเบียงยาวๆ หน้าห้องเรียน 

 

ฉันจะรออยู่หน้าโรงเรียนนะประโยคที่ถูกทิ้งไว้เมื่อสองชั่วโมงก่อนที่โรงยิมเร่งให้ขาเล็กๆ ของแจจุงสับอย่างว่องไว  ร่างบางเบียดเสียดกับฝูงชนที่ทยอยออกจากห้องเรียนโดยไม่ใส่ใจ 

 

นี่แจ  จะรีบไปไหนอ่ะจุนซูที่วิ่งตามมาเหยาะๆ รั้งแขนของแจจุงไว้พร้อมยิงคำถาม   

 

แจจุงไม่พูดอะไรนอกจากหันมามามองด้วยสายตาแบบเดิมๆ ที่บ่งบอกให้รู้ว่าเขาจะไปไหน  ที่จริง...คำตอบนั้นจุนซูเองก็รู้อยู่แก่ใจเพียงแค่แอบหวังไว้ว่ามันคงจะไม่ได้เป็นแบบนั้น...ขอให้เขาคิดไปเองฝ่ายก็คงดี... 

 

...ยุนโฮ?... 

 

ทั้งที่วันนี้ควรจะเป็นเพียงวันศุกร์แสนน่าเบื่อที่ต้องทนฟังอาจารย์พล่ามส่วนประกอบของสิ่งมีชีวิตเหมือนกับทุกสัปดาห์ แต่วันนี้กลับไม่เหมือนอย่างวันก่อนๆ ดวงตาแข็งกร้าวของคนที่เดินอยู่ด้านหลังกำลังจ้องเขม็งมายังแจจุงที่หลบสายตาไปนานแล้ว 

 

...บางครั้งขีดจำกัดของคนเราก็ไม่ได้สูงเท่าไหร่นัก... 

 

เมื่อไหร่นายจะเลิกบ้าซะทีแจจุง  จุนซูตะโกนออกมาอย่างเดือดดาล ทำเอาเสียงจ้อกแจ้กรอบกายเงียบลงไปถนัดตา   

 

ร่างเล็กที่อยู่ด้านหน้าหันมามองต้นเสียงด้วยใบหน้าตกตะลึง เมื่อแจจุงเห็นว่าท่าไม่ดีจึงพยายามดึงแขนจุนซูกึ่งลากไปเพื่อหามุมที่ปลอดคน 

 

ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้นแจจุง  คุยกันให้รู้เรื่อง” สีหน้าของจุนซูน่ากลัวอย่างที่แจจุงไม่เคยเห็นมาก่อนตั้งแต่ได้รู้จักกับเพื่อนรักคนนี้  ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโทโส

 

ตรงนี้เลย!!” หนุ่มน้อยผมสีน้ำตาลแผดเสียงให้ดังก้องกว่าเดิมแล้วสะบัดแขนของเพื่อนรักไปอย่างไม่ใยดี  ตอนนี้จุนซูไม่สนใจเลยว่าจะมีสายตากี่ร้อยคู่ที่กำลังจ้องมายังพวกเขาสองคน ไม่สนว่าใครจะเงียบแล้วเงี่ยหูฟังพวกเขาบ้าง ไม่สนนิ้วมากมายชี้มายังที่ๆ พวกเขายืนอยู่   และเขาก็ไม่สนเสียงซุบซิบที่ดังขึ้นเรื่อยๆ หลังจากประโยคของเขาจบลง  

 

เฮ้..จุนซู   ไม่เอาน่า ไปที่อื่นเหอะค่อยคุยกันแจจุงปรามเพื่อนรักเสียงอ่อน  ก่อนที่เรื่องมันจะใหญ่โตกว่านี้  พวกเขาควรหายตัวไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด  มือที่เพิ่งถูกสะบัดทิ้งค่อยๆ เอื้อมไปจับข้อมือของคนที่กำลังโมโหจนเลือดขึ้นหน้า 

 

นายไม่เคยฟังที่ฉันพูด   ฉันเตือนนายกี่ครั้งกี่หนแล้ว แต่นายก็ยังเห็นว่ามันดี เทิดทูนมันราวกับว่ามันเป็นพระเจ้า  นายมันโง่ที่ให้เขาหลอก บนโลกนี้ยังมีคนอีกตั้งเยอะแยะ ทำไมนายถึงไม่แหกตามองคนอื่นบ้างนะแจจุง 

 

“พอทีเถอะน่า จุนซู ไปคุยกันที่อื่นเหอะ”  

 

แจจุงเขย่าแขนเด็กหนุ่มให้หยุดการสนทนาส่วนตัวที่ดูเหมือนจะไม่เป็นส่วนตัวเท่าไหร่ระหว่างเขากับเพื่อนสมัยเด็กคนนี้ แต่ดูทีท่าแล้วเหมือนมันจะช่วยอะไรไม่ได้เลยในเมื่อจุนซูยังตะโกนว่าเขาปาวๆ  

 

แต่ที่เลวร้ายไปกว่านั้น...ดูเหมือนว่าเรื่องราวที่เคยเป็นความลับมาตลอดหลายเดือนกำลังค่อยๆ ปรากฏขึ้นต่อหน้าสาธารณชนที่ยืนล้อมรอบเขาทั้งคู่ 

 

“ทำไมกัน  ไอ้บ้านั่นมันชั่วช้าสารเลวแค่ไหนนายก็รู้  นายก็รู้ว่ามันสวมเขาให้นายแล้วนายยังจะไปหลงมันอีกหรอ  ไอ้ผู้ชายเลวๆ พันธุ์นั้น  จับปลาสองมือ  ไม่เคยเห็นนายอยู่ในสายตา  มันก็แค่สัตว์ตัวผู้ที่เห็นนายเป็นของเล่น นายน่ะ... นายก็แค่ดอกไม้ริมทางที่เขาเด็ดมาชื่นชมแล้วก็ทิ้ง  นายมันก็แค่เสื้อผ้าชิ้นใหม่ที่วันไหนเขาเบื่อก็เปลี่ยนได้ง่ายๆ 

 

หยุดนะจุนซู 

 

ถ้อยคำที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนจะทำให้สถานการณ์ดูย่ำแย่ลงไปอีก 

 

ทำไมหล่ะ รับไม่ได้หรอ  ที่ฉันพูดมันเรื่องจริงไม่ใช่รึไง นายยอมรับไม่ได้ใช่ไหม ว่านายน่ะเป็นได้แค่.. 

 

หยุดเถอะจุนซู  ได้โปรด 

 

น้ำเสียงสั่นเครือเปล่งออกมาอย่างแผ่วเบา หยาดน้ำตาเริ่มเกาะขอบตาล่างที่อยู่เบื้องหลังกระจกในกรอบแว่นสีดำ  และพร้อมที่จะร่วงลงสู่พื้นดินได้ทุกขณะ  คำพูดที่เสียดแทงหัวใจ  แต่ละคำค่อยๆ กรีดลึกลงบนบาดแผลที่ไม่เคยปิดสนิทอย่างไม่ปราณี   

 

ไม่  ฉันไม่หยุด  แล้วจะทำไม  นายน่ะมันเป็นได้แค่ ชู้ เข้าใจไม๊แจจุง  นายเป็น..น...

 

เพี๊ยะ…!!!!

 

เสียงตะโกนที่ต่อเนื่องกันมาหยุดลงอย่างกะทันหันด้วยเสียงๆ หนึ่ง   

 

สติสัมปชัญญะของแจจุงขาดผึงลงทันทีเมื่อได้ยินคำพูดที่หลุดออกมาจากปากผู้ที่เขาไว้ใจมากที่สุด 

 

...จุนซู  แค่นายคนเดียวเท่านั้นที่ชั้นไม่ต้องการให้เอ่ย คำสกปรกคำนั้น ...  

...แค่นายเท่านั้น... 

 

แต่ดูเหมือนว่าชนวนของการ แตกหัก ถูกจุดขึ้นเมื่อเพื่อนที่รักที่สุดมาทำร้ายกัน สายตาแดงก่ำจ้องมองอย่างแข็งกร้าว ฝ่ามือเย็นซีดประกบบนผิวกายที่เจ็บปวดจากการกระทำของคนที่ตัวเอง เคยเรียกว่า เพื่อนรัก ได้อย่างเต็มปาก  แต่เมื่อเทียบกับหัวใจแล้ว  มันเจ็บกว่ากันมากจนพูดไม่ออก 

 

จุนซู ฉันขอโทษ คำขอโทษแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงสั่นเทิ้มแม้รู้ทั้งรู้ว่ามันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น   

 

แจจุงตบหน้าเพื่อนที่ดีกับเขาที่สุด..เพียงเพราะผู้ชายคนหนึ่ง...  ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่จนไม่อาจยืนอยู่บนขาของตัวเองได้  สิ่งต่างๆ มากมายข้างในเอ่อล้น ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูด  แจจุงทำได้เพียงมองใบหน้าจุนซูที่แดงช้ำไปซีกหนึ่งสลับกับมือชาๆ ของตัวเองอย่างสับสน ตอนนี้มีเพียงแต่ความเงียบเท่านั้นที่ปกคลุมรอบๆ กายของทั้งสองคน  เสมือนว่าไม่มีใครอยู่ที่นี่นอกจากเขาและจุนซู 

 

สักวันนายก็จะเหมือนเสื้อผ้าพวกนั้น  เหมือนดอกไม้เหี่ยวๆ ที่เขาโยนทิ้งแล้ว หลังจบประโยค จุนซูสาวเท้าเข้ามาใกล้แจจุงก่อนที่จะ... 

 

เพี๊ยะ...!!! 

 

จุนซูฟาดลงบนใบหน้าของแจจุงเต็มแรงด้วยดวงตาที่เริ่มปริ่มไปด้วยน้ำใสๆ 

 

อย่าคลานกลับมาให้ฉันเห็นหน้านะ  คิม แจจุง 

 

พลั่ก…!!!  

 

ฉันเกลียดนาย 

 

จุนซูมองหน้าเพื่อนรักอย่างเจ็บปวดก่อนที่จะผลักคนตรงหน้าอย่างแรงจนร่างบางๆ ของแจจุงกระเด็นไปชนกับกลุ่มคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง  ประโยคสุดท้ายที่ทิ้งไว้ช่างชวนให้หัวใจน้อยๆ ของแจจุงกระตุกได้ทุกขณะ  

.

.

.

 

 

.

.

 

 มีอะไรหรอ?เสียงหวานเอ่ยถามหนุ่มนักกีฬาบาสร่างสูงที่ยืนเป็นจุดเด่นอยู่หน้าโรงเรียน  สายตาหยาดเยิ้มของสาวน้อยสาวใหญ่พากันส่งตรงมาที่ยุนโฮจนบินชนกันว่อน  แต่พ่อหนุ่มหล่อคนนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่นัก 

 

ฉันต่างหากล่ะที่ควรพูดประโยคนั้น  ร้องไห้ทำไม  มีเรื่องอะไรงั้นหรอ? แม้ว่าแจจุงจะเอาผมม้ายาวๆ มาปรกหน้าสักเท่าไหร่ ก็คงไม่อาจจะซ่อนสายตาช่างสังเกตของยุนโฮได้  ท่าทีมีพิรุธจนน่าสงสัยของแจจุงช่างกระตุ้นต่อมอยากรู้อย่างยุนโฮเสียเหลือเกิน  แต่ก็ต้องถูกร่างเล็กตัดบทไปเสียก่อน 

 

ไม่มีอะไรหรอก ไปกันเถอะ 

.

.

 

.

 

 

.

  แจจุงว่าวงไหนสวยหล่ะ? 

สายตาเรียวไล่มองวงโลหะเล็กๆ ที่เรียงรายอยู่บนกำมะหยี่สีขาวทีละวงจนครบ  พร้อมกับถามความคิดเห็นของคนที่เขาพามาด้วย 

 

...นั่นสินะ  จะดีใจไปทำไม... 

 

วงนี้สิ ยุนโฮ  น่ารักดี”  

 

....น่าจะรู้ตัวจะแจจุง ในเมื่อเราไม่ได้เป็นอะไรกัน...ก็ไม่มีทางที่เขาจะซื้อให้เราอยู่แล้ว..

.

.

.

 

  วาเลนไทน์แจจุงอยากได้อะไร? คำถามแปลกๆ ที่ยุนโฮตั้งขึ้นกับแจจุงเมื่อชั่วโมงก่อนทำเอาร่างบางดีใจจนตัวลอย  และเมื่อแจจุงตอบว่าอยากได้ แหวน  จึงทำให้เขาสองคนมาลงเอยที่ร้านจิวเวอลี่เล็กๆ แห่งหนึ่ง   

 

แต่ท้ายที่สุด...นี่ก็คงเป็นอีกครั้งที่ยุนโฮทำให้แจจุงดีใจเก้อ  ในเมื่อคำถามที่ถาม ก็แค่ให้เขาเป็นตัวแทนของใครอีกคน  ที่กำลังจะเป็นเจ้าของแหวนที่เขากำลังเลือกสรรให้อยู่นั่นเอง   

 

แจจุงว่าวงนี้สวยหรอ  ร่างสูงถามคนข้างๆ อีกครั้งโดยที่สายตายังคงจับจ้องแหวนที่แจจุงเลือก

 

อื้ม สวยดี  วงนี้แหละ  แจจุงพยักหน้าที่ปั้นแต่งไว้อย่างระรื่นน้อยๆ 

 

แหวนคู่ด้วย  ร่างเล็กย้ำอีกครั้งด้วยสีหน้าที่แสร้งทำ  คำพูดที่ดูเหมือนจะมีชีวิตชีวา แต่แท้จริงแล้วกลับซ่อนเร้นด้วยความเจ็บปวดในทุกถ้อยคำ..นายจะได้ใส่คู่กับคนของนายไงหล่ะ... 

 

พี่ครับ ขอลองสองวงนี้ยุนโฮบอกกับพนักงานขายที่ยืนอยู่หลังตู้กระจก  เพียงไม่นานเจ้าแหวนโลหะสองวงที่ถูกเลือกก็ถูกนำมาวางบนผ้ากำมะหยี่สีแดงที่ปูเตรียมไว้แต่แรก 

 

แต่จู่ๆ ยุนโฮก็คว้ามือของแจจุงขึ้นมาแล้วบรรจงสวมแหวนสีเงินล้วนลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของแจจุงที่กำลังทำหน้าเหรอหรา  แล้วหยิบแหวนอีกวงสวมลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของตัวเอง  และปล่อยให้คนถูกสวมแหวนโดยพลการออกอาการเหวอจนพนักงานขายต้องหันหลังไปอมยิ้ม 

 

พอดีเลยแหะยุนโฮยิ้มจนตาปิดเหมือนเด็กๆ ที่ได้ขนมหวาน ตอนนี้หน้าขาวๆ ที่เคยงงงวยกลับอมชมพูโดยไม่รู้ตัว  แจจุงทำปากพะงาบๆ เหมือนจะพูดอะไรแต่ก็ถูกเสียงของยุนโฮขัดไปเสียก่อน 

 

เอาสองวงนี้แหละครับ  พนักงานขายหยิบแหวนทั้งสองวงที่ถูกวางลงที่เดิมไปด้านหลังร้านอย่างรวดเร็ว โดยไม่ลืมหันมายิ้มให้กับแจจุงหนึ่งทีก่อนหายตัวไป   

 

ยุนโฮคิดไม่คิดว่านิ้วเราจะใหญ่ไปสำหรับผู้หญิงหรอ??  แจจุงถามคำถามที่ทำให้ยุนโฮต้องใช้เวลาสองสามวินาทีในการประมวลผล 

 

หมายความว่ายังไงน่ะ? 

 

ก็นายพาฉันมาเลือกแหวนให้โพมีไม่ใช่รึไง?  คำถามที่ส่งมาทำเอาคนซื้อต้องขมวดคิ้วน้อยๆ 

 

คงงั้นมั๊ง?

 

แล้วขาวยาวๆ ก็เดินไปยังเคาน์เตอร์เพื่อชำระเงินอย่างหงุดหงิด  

.

.

.

.

 

 

.

.

โพรงปากอุ่นคับแน่นไปด้วยท่อนเนื้อที่กำลังแข็งตัวเต็มที่  ลิ้นร้อนๆ โลมเลียทั่วผิวหนังที่เต่งตึงจากการพองตัวของเส้นเลือดทุกครั้งขูดรูดขึ้นลง  ริมฝีปากบางโอบรัดแก่นกายใหญ่ของร่างสูงที่นอนอยู่ด้านล่าง  สองร่างที่เปลือยเปล่าอยู่บนเตียง  สุดท้าย....ก็จบที่โรงแรมเหมือนอย่างเคย 

 

เมื่อร่างกำยำนั้นรู้สึกพึงพอใจแล้วจึงสลับตำแหน่งและหน้าที่กับร่างบางที่บัดนี้ลงไปอยู่ด้านล่างแทน สองมือเล็กกำผ้าปูที่นอนแน่นด้วยความเสียวซ่าน  ดวงตาสวยปิดแน่นจากการกระทำที่ชำนิชำนาญของคนด้านบน  ส่วนที่ไวต่อความรู้สึกทุกๆ จุดดูเหมือนจะตื่นตัวเต็มที่  เพราะไม่ว่ายุนโฮจะสัมผัสตรงไหน ร่างบางก็สะดุ้งน้อยๆ อย่างน่าเอ็นดูทุกทีไป  ยิ่งเป็นการกระตุ้นอารมณ์ครุกกรุ่นของยุนโฮให้ทวีขึ้นไปอีก   

 

หลังจากปรนเปรอส่วนนั้นจนสาแก่ใจแขนแกร่งเริ่มช้อนท่อนขาของแจจุงขึ้นพร้อมกับดุนดันท่อนเนื้อของตนเข้าไปในช่องทางซึ่งอยู่ระหว่างขาเรียวที่สั่นระริกอย่างอ่อนระทวย  จังหวะรักได้ถูกบรรเลงขึ้นอย่างเชื่องช้า  เสียงครางไม่ได้ศัพท์ดังขึ้นเรื่อยๆ ตามความร้อนแรงที่ร้อนขึ้นทุกวินาที 

 

ไม่มีใครเคยรู้ว่าแจจุงสวยแค่ไหน นอกจากเขา จุง  ยุนโฮ

ไม่มีใครได้เห็นทุกส่วนของ คิม แจจุง เท่ากับคนผู้นี้ จุง ยุนโฮ

ไม่มีใครเคยได้ลิ้มลองลีลาเร่าร้อนของหนุ่มน้อยผู้นี้นอกจากชายหนุ่มร่างสูง จุง ยุนโฮ

และไม่มีใครที่แจจุงยอมทำทุกอย่างขนาดนี้..แม้กระทั่ง..สละเพื่อนรักไป...เหมือนผู้ชายคนนี้  จุง ยุนโฮ

 

ทำไมเขาต้องทำเพื่อชายผู้นี้ขนาดนี้?? 

 

มันคงจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นถ้าเมื่อ 3 เดือนก่อนแจจุงไม่ไปห้องสมุดคนเดียว 

 

 

ฮัลโหล จุนซูหรอ เรากำลังจะไปหานายนะ รออยู่ที่นั่นก่อน เสียงเล็กพูดจ้อไม่หยุดหายใจ พร้อมกับหอบหนังสือพะรุงพะรังโดยไม่ได้มองข้างหน้า เขากำลังสนใจแต่หนังสือและโทรศัพท์ที่อยู่ในมือเท่านั้น 

 

ยุนโฮ เย็นนี้ไปดูหนังกันนะ น้าๆๆ เสียงน่าหมั่นไส้อย่างเกินหน้าเกินตาส่งเสียงอย่างไม่เกรงใจ แม้จะรู้ตัวดีว่าตอนนี้ตัวเองกำลังอยู่ในห้องสมุดก็ตาม 

 

เย็นนี้หรอ?” 

 

“อืม.ม....ได้สิ  

 

หนุ่มนักกีฬาบาสเก็ตบอลร่างใหญ่เดินควงแขนมากับสาวสวย ลี โพมี  ดาวโรงเรียนอันดับหนึ่ง (ดาวโรงเรียนหรือดาวยั่ว?? *0*) ที่กำลังออดอ้อนทุกวิถีทางเพื่อให้หนุ่มฮ็อตที่ใครๆ ก็อยากควงด้วยอย่างชอง ยุนโฮ ไปดูหนังด้วยให้ได้ (ดูหนังหรือดูเนื้อหนัง?? *0*) และมันก็สำเร็จเสียด้วย  (เพราะ Milk น่ะสิๆ *0*)  

 

คนหนึ่งเดินคุยโทรศัพท์อย่างไม่ได้ใส่ใจทางข้างหน้า ส่วนอีกคนก็กำลังหันไปคุยกับแม่สาวจ้าวที่ควงมาด้วย (ส่วนอีกคนน่ะ ช่างมันเต๊อะ!! *-*) แล้วการพบกันแบบละครน้ำเน่าก็เกิดขึ้น 

 

โครม!!  

 

ไอ้ที่ล้มน่ะดูเหมือนจะมีแค่คิม แจจุงคนเดียวเสียกระมัง  เพราะร่างใหญ่ๆ ของยุนโฮไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนเลย นอกจากกำลังหาว่าเดินชนอะไรเข้าเท่านั้นเอง 

 

กร๊อบ!! 

 

เสียงเลนส์ที่แตกละเอียดทำให้ยุนโฮต้องก้มลงไปดูใต้ฝ่าเท้าของเขาว่าเกิดอะไรขึ้นจนกระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นเจ้าของแว่นที่นั่งจมกองหนังสืออยู่ที่พื้น  นักเรียนชายตัวบางเล็กกับผมสีดำยาวๆ รกรุงรังไม่เป็นทรงปรกหน้าปรกตากำลังคลำหาแว่นตาที่หายไปจากที่ๆ มันควรจะอยู่  แต่สิ่งที่คลำได้กลับเป็นอะไรนิ่มๆ แทน (เอ๊ะ!! คลำยังไง *0*) สิ่งที่หนุ่มร่างเล็กสัมผัสได้ดูเหมือนจะเป็นใบหน้าหล่อเหลาได้รูปของจุง ยุนโฮ ที่ก้มตัวลงมาดูสิ่งมีชีวิตประหลาดที่พื้น 

 

เป็นอะไรหรือเปล่า? เสียงทุ้มเอ่ยถาม พร้อมกับเก็บหนังสือที่กระจัดกระจายอยู่ข้างตัว 

 

ยุนโฮไปกันเถอะ เดี๋ยวไม่ทันหนังรอบ 5 โมงนะโพมีออกแรงดึงแขนยุนโฮที่ไม่กระดุกกระดิกเลยสักนิดเดียว (อ่าว นี่หล่อนยังอยู่อีกเรอะ...!! *0*) 

 

แต่ดูเหมือนว่าร่างสูงๆ ของยุนโฮจะหยุดหายใจไปเสียแล้ว เพราะสิ่งที่เขาค้นพบภายใต้ผมเผ้าารุงรังนั่นคือ ...สวย...  

 

เกิดมายังไม่เคยเห็นใครสวยอย่างนี้มาก่อนเลย  และนี่คงจะเป็นครั้งแรกที่มีคนอื่นสังเกตเห็นว่าแจจุงสวยตั้งแต่เขามาอยู่ที่โรงเรียนนี้ 

 

ยุนโฮ.. โพมีเรียกชายหนุ่มที่แข็งเป็นหินอย่างงุนงง  

 

ยุนโฮ ไปกันเถอะ ฉันเหม็นกลิ่นเด็กเนิร์ดจะแย่อยู่แล้ว  แม่สาวโพมีทำเสียงสูงปรี๊ดพร้อมกับฉุดกระชากท่อนแขนที่ไม่มีทีท่าจะขยับ  (กลับไปเลยไป๊.. คนเขาจะสวีทกัน *0*) 

 

โพมีไปดูก่อนเถอะนะ สงสัยฉันจะต้องช่วยคนๆ นี้ก่อน  ท่าทางเขาสายตาไม่ดีมากๆ เลย ว่าแล้วยุนโฮก็รวบหนังสือทั้งหมดพร้อมกับหนุ่มร่างเล็กที่นั่งกำโทรศัพท์มือถืออยู่อย่างคนขาดไอโอดีน  (เยสสส.. - .- +     แต่จะดีมากถ้าเปลี่ยนเป็นรวบหัวรวบหาง *0*)

 

.

.

 

.

 

.

ที่จริงคุณไปกับแฟนคุณก็ได้นะครับหนุ่มร่างเล็กพูดอย่างสำนึกผิด 

 

ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเองก็ผิดที่ไม่ได้ดูทาง แล้วยังเหยียบแว่นคุณซะแตกละเอียดเลย หนุ่มร่างสูงอีกคนพูดพร้อมเกาต้นคอด้วยกิริยาเคอะเขิน ....สวยขนาดนี้ปล่อยไปแถวบ้านเรียกว่าโง่รับประทานครับ...(*0*) 

 

แจจุง...เป็นไงบ้าง  ร่างเล็กๆ วิ่งตรงมายังหนุ่มแว่น(ใหม่)และหนุ่มนักบาสอย่างร้อนรน 

 

ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้มั๊งจุนซู  ฉันไม่ได้โดนรถชนนะ แจจุงพูดกับเพื่อนหน้าตาหน้ารักจิ้มลิ้มที่เพิ่งมาถึง  จุนซู  หนุ่มฮ็อตประจำโรงเรียนอีกคน แต่คงจะกลับกับยุนโฮสักหน่อยตรงที่ของยุนโฮเป็นผู้หญิงมารุมตอมแต่ของจุนซูเป็นผู้ชาย 

 

เอ่อ...ขอหนังสือคืนด้วยครับ มือใหญ่ที่แบกหนังสือหนักๆ รีบยื่นสิ่งที่อยู่ในมือคืนให้กับเจ้าของ 

 

แล้วก็...ขอบคุณสำหรับวันนี้นะครับ  แจจุงหันไปพูดพร้อมกับโค้งตัวต่ำๆ ให้ยุนโฮแล้วหันหลังกลับ 

 

เดี๋ยวก่อน..นายชื่ออะไรยุนโฮตะโกนเรียกร่างเล็กที่กำลังจะเดินจากไป 

 

คิม แจจุง ครับ

.

.

 

.

.

ทุกอย่างเริ่มต้นจากที่ตรงนั้น  แต่มันกลับจบลง ณ ที่ตรงนี้   

 

ตรงที่แจจุงกลายเป็นเพียงเงาของใครบางคน 

ตรงที่แจจุงกลายเป็นเพียงคนลับๆ ที่ยุนโฮไม่ต้องการให้ใครรู้

ตรงที่แจจุงกลายเป็นเพียงร่างที่มีความสุขกับคนที่อขา รัก โดยการตื่นขึ้นมาบนเตียงพร้อมกับร่างเปลือยเปล่า

ตรงนี้ที่แจจุงกลายเป็นเพียง  คนที่รักเขาข้างเดียว 

 

กอดฉันสิยุนโฮ กอดฉันแน่นๆคำพูดติดปากของร่างบางขณะอยู่บนเตียงกับร่างที่ไม่ได้เป็นของเขา 

 

มีแค่เพียงตอนนี้เท่านั้นที่ฉันรู้สึกว่าเขาเป็นของฉัน

...มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่ฉันรู้สึกฉันเป็นของเขา...

...อะไรก็ได้ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นของกันและกัน....

....อ้อมกอดของเขาเท่านั้นที่ฉันต้องการ.... 

 

มือหนาของยุนโฮเริ่มเลื่อนมากุมส่วนที่พองโตอย่างเต็มที่ของร่างที่อยู่ข้างล่าง และพลิกสะโพกบางๆ ให้หันหลัง สองมือที่สอดประสาน แผ่นอกและแผ่นหลังแนบชิดกัน....  

 

ไม่มีใครรู้ว่าแจจุงสวยแค่ไหนนอกจากยุนโฮที่ค้นพบมัน

และ คิม แจจุง ไม่เคยเป็นของใคร นอกจาก ชอง ยุนโฮ... .

 

 

To be continued…. 


 

edit @ 1 May 2009 14:41:22 by BANANAJUNK