FICTION

[FIC]My Only Love{Sad love story} EP.II [1]

posted on 11 Feb 2008 23:21 by bananajunk  in FICTION

ความรักคืออะไร.......คุณรู้ไหม?? 

มีหลายๆ คนที่เคยให้คำจำกัดความของคำๆ นี้  คำว่ารัก

เมื่อได้ยินคำหวานคำนี้  สิ่งที่ผุดเข้ามาในหัวคืออะไร 

.... ความเข้าใจ...การเชื่อใจ...การเอาใจใส่....การเสียสละ....การอดทน....การให้อภัย....หรืออะไรก็ตามแล้วแต่บุคคลกันไป    

บางคนบอกว่าความรักมันไม่มีนิยาม   คุณค่าของความรักไม่ได้อยู่ที่คำจัดกัดความหรือถ้อยคำสวยหรู  ความรักก็คือความรัก  มันอยู่ที่การกระทำ  หรือบางคนอาจจะบอกว่าความรักคือการให้   ให้โดยไม่หวังอะไรตอบแทน   การให้โดยไม่หวังผลตอบแทน  

 แท้จริงแล้วมันไม่จริงหรอกที่จะให้โดยไม่หวังอะไรเลย  อย่างน้อยเราก็หวังว่าคนที่ได้รับมีความสุขไม่ใช่หรอ 

และตอนนี้เรื่องราวความรักที่ไม่เคยมีใครรู้  เรื่องราวที่ถูกซ่อนงำมานาน  กำลังจะถูกเปิดเผย  เรื่องราวความรักที่บอกว่าคือการให้   จะไม่บอกว่าให้โดยไม่หวังผลตอบแทน เพราะให้เพื่อหวังให้คนที่รักมีความสุข  แต่จะบอกว่าการให้ครั้งนี้   เป็นการ ให้จริงๆ    ให้ในทุกๆ อย่าง  แม้กระทั่งชีวิตทั้งชีวิต... 

 

 

 

 --*+ My only love +*--

[Sad love story] Ep.II Mic+Xiah (part 1)

By ….Bananajunk (ลิงเผือก)

Title….Piece  of  memory….ชิ้นส่วนแห่งความทรงจำ.... 

 

มันจะดีหรอ ยูชอน  มันไม่ดีเลยนะที่ทำแบบนี้ เสียงเล็กดังประท้วงเพื่อห้ามปรามคนตัวโตกว่า 

ไม่เป็นไรหรอกน่าคำตอบนี้บอกให้รู้ว่าคนถูกห้ามไม่ได้สนใจประโยคก่อนหน้านี้เลยสักนิด 

แล้วถ้าเกิดใครมาเห็นเข้าจะทำยังไงล่ะ?  อีกเสียงที่แฝงแววหวาดระแวงเอ่ยถาม 

ไม่มีใครมาเห็นหรอก  ป่านนี้แล้ว  ไม่มีใครเค้าเดินมาหรอกจุนซู  แต่ก็ดูเหมือนคำพูดนี้ มันไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้นกว่าเดิมสักเท่าไหร่  เมื่อดูจากสายตาที่ยังลังเลของจุนซู   ยูชอนจึงเอื้อมมือของตัวเองไปกุมมือเล็กนั้นไว้อย่างหลวมๆ  ทำให้สีหน้าซีดเผือดของจุนซูซับสีเลือดขึ้นมาบ้าง 

ไม่ต้องห่วงนะจุนซู เราไม่ให้ใครทำอะไรจุนซูหรอก  เราจะปกป้องจุนซูเอง น้ำเสียงที่มุ่งมั่นทำให้เลือดภายในร่างกายพลุ่งพล่าน ตอนนี้หัวใจของจุนซูเต้นแรงจนกลัวว่าคนข้างๆ จะได้ยิน  และเขาก็ได้ยินจริงๆ ด้วย  ใบหน้าที่แดงเป็นมะเขือเทศของจุนซูทำเอายูชอนต้องอมยิ้มอย่างช่วยไม่ได้กับความน่ารักของเจ้าตัวเล็ก 

ร่างเล็กๆ สองร่างที่แอบย่องออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกรำพร้ากลางดึกพากันจูงมือลัดเลาะต้นไม้เพื่อเข้าไปในโบสถ์ที่เงียบสงัดยามราตรี  ทำให้มองเห็นเป็นเงาตะคุ่มเมื่อมองมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเล็กๆ ที่อยู่ถัดจากโบสถ์ไปประมาณ 300 เมตร   แสงจากพระจันทร์เต็มดวงสาดส่องลงมา และมันก็สว่างพอที่จะช่วยให้ทั้งสองคนมองอะไรต่างๆ เบื้องหน้าได้ชัดเจนขึ้น   

มือเล็กๆ สองคู่ช่วยกันผลักประตูบานใหญ่ออกอย่างทุลักทุเล  เพียงไม่นานนักประตูกหนักๆ ก็เปิดออก เผยให้เห็นภายในโบสถ์ที่ไม่ได้ผิดแผกจากที่อื่นเท่าไหร่   โบสถ์หลังนี้ถูกสร้างจากเงินบริจาคของชาวบ้านที่ศรัทธาศาสนาคริสต์ในละแวกนั้น  เก้าอี้ไม้หลายตัวถูกวางเรียงรายไว้สำหรับผู้ที่เข้ามาสวดมนต์ในวันอาทิตย์  มีสถาปัตยกรรมซึ่งบ่งบอกศาสนาตั้งอยู่มากมาย  รูปปั้นของพระเยซูคริสต์  พระแม่มารี  รวมทั้งนักบุญต่างๆ ในอากัปกิริยาที่แตกต่างกันตั้งอยู่ทั่วไป  ผนังรอบๆ โบสถ์มีภาพวาดด้วยสีน้ำมันซึ่งบอกเล่าประวัติศาสตร์เรื่องราวของคริสตจักรและบุญบารมีของพระจีซัสซึ่งอาจผุกร่อนไปบ้างตามกาลเวลา ด้านในสุดของตัวโบสถ์มีแท่นสำหรับบาทหลวงที่มานำสวดตั้งตระหง่านอยู่  และถัดมาก็จะพบ Spinet Piano สีน้ำตาลตั้งอยู่ด้านหน้าข้างแท่นสำหรับอ่านบทอ่านเพื่อใช้บรรเลงดนตรีให้กับชาวคริสต์ที่ช่วยกันเปล่งเสียงประสานดังก้องทั่วโบสถ์ชวนให้เคลิบเคลิ้ม   บาทหลวงในชุดขาวขลิบดิ้นทองที่คอยดำเนินการพิธีมิซาเป็นชายสูงอายุ 2-3 คน ที่มีรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา  ปลายนิ้วมือที่เปื้อนความชั่วร้ายจากโลกภายนอก บรรจงแตะตรงกลางระหว่างหน้าผาก  ก่อนที่จะเลื่อนไปที่กลางหน้าอก  และย้ายไปที่ไหล่ข้างซ้ายและจบด้วยด้านขวา  เดชะพระนามพระบิดา พระบุตร และ พระจิต  เสียงที่เปล่งออกมาเพื่อแสดงศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า บทอ่านที่ถูกเปล่งออกมาแต่ละครั้งชวนให้จิตใจอันฟุ้งซ่านของมนุษย์สงบสุขลง  อาเมน คำตอบรับของการมีความหวังยังคงดังไปทั่ว   คำสอนที่เปล่งออกมาเพื่อให้เราหวนคิดกลับมาถึงตัวเอง การมาโบสถ์แต่ละครั้งก็เหมือนกับการมาชำระล้างจิตใจในแต่ละสัปดาห์เพราะจิตใจของคนนั้นคุกรุ่นไปด้วยกิเลสตัณหาไม่จบสิ้น  อยู่ที่มากน้อยต่างกันไปเท่านั้นเอง.....พระเจ้าประทานความรักและความหวังให้พวกเราเสมอ..... 

ในที่สุดขาน้อยๆทั้งสองคู่ก็เข้ามายืนอยู่ในตัวโบสถ์จนได้ 

จุนซูหลับตาก่อนสิ เสียงเล็กๆ ของยูชอนเอ่ยขอร้อง

 

ทำไมล่ะ  คนตัวเล็กเอียงคอถามอย่างสงสัย  คิ้วที่ขมวดเข้าหากัน  ทำให้จุนซูดูน่ารักเข้าไปอีกเป็นกอง

 

ก็ยูชอนอยากให้จุนซู Surprise นี่นา สายตาออดอ้อนเล็กๆ ที่ส่งมา ทำให้จุนซูต้องยอมจำนนในที่สุด

 

มันมืดจังเลยยูชอน เครือเสียงแลประหม่าเล็กน้อย

 

จุนซูจับมือยูชอนไว้นะ ไม่ต้องกลัวหรอก  เดี๋ยวยูชอนจะนำทางให้จุนซูเอง  ไม่พูดเปล่า  มือเล็กที่แกร่งกว่าเอื้อมไปจับมือนุ่มแล้วพาเดินไปยังเปียโนสีน้ำตาลที่ตั้งอยู่ด้านใน  มืออีกข้างของจุนซูเกาะแขนของยูชอนแน่น ทำให้ยูชอนต้องแอบอมยิ้มยกใหญ่   แล้วค่อยๆ พาร่างเล็กไปยังจุดหมาย  บ่าของจุนซูถูกมือของยูชอนกดลงให้นั่งบนเก้าอี้เปียโนที่ใหญ่พอสำหรับเด็กทั้งสองคน ก่อนที่ตัวเองจะนั่งลงข้างๆ

 

ลืมตาได้รึยังล่ะ ยูชอน? จุนซูถามเมื่อรู้สึกว่าตัวเองนั่งเรียบร้อยแล้ว  แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงตอบรับใดจากคนที่พาเขามานั่งที่นี่  แต่กลับได้ยินเสียงเปียโนเบาๆ ที่ดังขึ้นเป็นเพลง  แม้ว่าจะเป็นการเล่นอย่างกระท่อนกระแท่น  แต่ก็เรียกรอยยิ้มจากคนตัวเล็กที่นั่งข้างๆ ได้เป็นอย่างดี  นิ้วเล็กทั้งสองข้างบรรจงกดน้ำหนักลงบนลิ่มสีขาวอย่างตั้งใจ   เพลงโปรดของทั้งสองคนถูกบรรเลงขึ้นอย่างช้าๆ ท่ามกลางคืนเดือนเพ็ญอันเงียบเชียบ  แสงจันทร์ที่ทอผ่านกรุหน้าต่างหลากสีที่มีเหล่าทวยเทพที่ต่างพากันร่ายรำลงมานั้นราวกับสปอร์ตไลท์ที่ส่องแสงให้กับนักแสดงบนเวที   ฉากหลังของเวทีน้อยๆ แห่งนี้เป็นห้องสารภาพบาปอันเป็นเครื่องชำระล้างจิตใจของชาวคริสต์ทั้งมวล บรรดาโน้ตเพลงที่ไหลผ่านนิ้วของยูชอนอาจจะขาดๆ หายๆ  ไม่ต่อเนื่อง  อาจเพราะความตื่นเต้น  ทำให้จุนซูอดไม่ได้ที่จะหยอกล้อคนตัวโตอย่างสนุกสนาน 

 

สุขสันต์วันเกิดนะจุนซู  นักเปียโนมือสมัครเล่นพูดอย่างเขินๆ  เมื่อสิ้นเสียงเพลงพลางเอามือเกาหัวจนผมฟู  ทำเอาจุนซูอดขำไม่ได้กับอาการของคนตรงหน้า  ใบหน้าที่แดงก่ำแม้จะเห็นไม่ชัดเพราะความมืด  แต่ก็รู้ได้ว่ายูชอนกำลังเอียงอาย  ช่างไม่เข้ากับเจ้าตัวเลย   จุนซูค่อยๆ เขยื้อนตัวเข้ามาใกล้ๆ ยูชอนมากขึ้นก่อนที่จะฝังริมฝีปากของตัวเองกับแก้มยูชอน และหันไปนั่งก้มหน้างุดเป็นมะเขือเทศแทน

 

ขอบคุณนะ เสียงอู้อี้จากมะเขือเทศตัวน้อย  ทำให้ยูชอนรู้สึกหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งกับการแอบซุ่มซ้อมเปียโนเป็นอาทิตย์โดยที่ไม่ให้จุนซูรู้    

 

จุนซูชอบของขวัญที่ยูชอนให้ไหม?

 

ชอบสิ  เป็นของขวัญที่ดีที่สุดในโลกเลย จุนซูพูดพร้อมกับพยักหน้าแรงๆ แล้วยิ้มจนตาปิด

 สองร่างที่อิงแอบกันอย่างมีความสุขภายใต้แสงจันทราสีนวล สองมือที่จับกันไว้ทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่นซ่านไปทั่วร่างกาย  อุณหภูมิของค่ำคืนนี้เย็นเยียบแต่ทั้งสองก็ไม่รู้สึกสะท้านแม้แต่น้อย  เสียงหัวเราะของคนสองคนที่ก้องกังวานไปทั่วตัวโบสถ์เป็นสัญลักษณ์แห่งความปิติแห่งค่ำคืนนี้   อยากให้ช่วงเวลานั้นเนิ่นนานต่อไปไม่มีวันจบสิ้น  ช่วงเวลาแห่งความสุข  ความทรงจำที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจ ไม่มีวันเลือนราง ดีใจจริงๆ ที่ได้เกิดมา แม้จะไม่มีพ่อแม่เหมือนคนอื่นๆ แค่มีเพียงเราสองคน  แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว…..

////////////////////////////////////////////////

 

แกร๊ง...แกร๊ง.....จานที่กระทบกันแอบส่งเสียงเบาๆ อยู่ในห้องครัวของร้านอาหารแห่งหนึ่ง  มือเล็กที่ง่วนกับการล้างจานมาตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้วเริ่มเปื่อยซีด  ดวงตาเรียวที่คอยเหลือบมองนาฬิกาซึ่งติดผนังอยู่ด้านหลังเป็นระยะๆ ดูคร่ำเคร่ง และนี่ก็เป็นครั้งที่ 7 ที่จุนซูหันมามองเครื่องบอกเวลาเรือนนี้  ตอนนี้เข็มยาวหยุดอยู่ที่เลข 11 บอกให้รู้ว่าอีก 5 นาที  เขาก็จะไม่ต้องล้างจานแล้ว

 

อ๊า...ใบสุดท้ายสักที จุนซูพึมพำกับตัวเองด้วยความดีใจ  และในที่สุดงานของวันนี้ก็เสร็จไปอีกหนึ่งอย่าง

 

จุนซูยังไม่ได้กินอะไรเลยเลยตั้งแต่เช้า  เพราะเขาทำงานที่ร้านสะดวกซื้อตอน 7 โมงถึง10 แล้วก็ตามด้วยการมาล้างจานที่ร้านอาหารข้างๆ จนถึงปัจจุบัน  ตอนนี้เป็นเวลาบ่าย 3 โมงตรง   ซึ่งก็หมายความว่าเขากำลังจะเลิกงานของที่นี่ และมีเวลาไปกินข้าวสักที  เพราะทั้งวันกระเพาะของเขามีเพียงขนมปังหนึ่งก้อนกับนมหนึ่งกล่องเท่านั้นที่ตกถึงท้อง  จนป่านนี้มันคงถูกย่อยเป็นกลูโคสกับกรดอะมิโนจนหมดแล้ว  เสียงท้องที่ร้องโครกครากทำให้จุนซูรีบเก็บข้าวของเพื่อจะไปหาคาร์โบไฮเดรตเติมให้กระเพาะน้อยๆ ของตัวเอง

 

ผมไปก่อนนะครับ จุนซูตะโกนบอกเจ้าของร้านก่อนที่จะรีบวิ่งหน้าตั้งออกไป 

เหลือเวลาอีก 2 ชั่วโมงก่อนที่เขาจะต้องไปทำงานที่ร้านเช่าวีดีโอต่อเป็นเวลาอีก 4 ชั่วโมง  ร่างเล็กเดินไปอย่างเร่งรีบหวังมุ่งตรงไปที่ร้านราเม็งร้านโปรดที่ตั้งอยู่ถัดจากร้านอาหารที่เขาเพิ่งทำงานเสร็จแค่ 2 ช่วงตึก

 เอาเหมือนเดิมครับ ร่างเล็กสั่งอาหารอย่างรู้กันกับเจ้าของร้านเพราะคุ้นเคยกันดีเนื่องจากมากินทุกวัน  ไม่ใช่อะไรหรอกเพราะนอกจากมันอร่อยแล้วมันยังถูกอีกเนี่ยสิ   ช่างเป็นสวรรค์สำหรับคนกรอบๆ อย่างจุนซูจริงๆ  ขาทั้งสองข้างพาเจ้าของร่างตัวน้อยไปนั่งที่โต๊ะริมหน้าต่างซึ่งเป็นที่ประจำของเจ้าตัวไปแล้ว  เขาชอบที่จะนั่งตรงนี้เพราะสามารถแอบมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาฆ่าเวลาระหว่างรออาหารได้ 

5 นาทีต่อมา   ชาชูราเม็งชามโตก็ถูกนำมาตั้งตรงหน้าร่างเล็กที่เฝ้าคอยจะจัดการอย่างใจจดใจจ่อ  ควันหอมฉุยที่ลอยมาเตะจมูกช่างเรียกกรดไฮโดรคลอลิกในร่างกายได้เป็นอย่างดี   แผ่นเนื้อแผ่นโตที่วางทับเส้นราเม็งสีเหลืองกับน้ำซุปสีน้ำตาลอ่อนๆ ที่รายล้อมถูกตะเกียบในมือเล็กๆ คาบเข้าปากไปเคี้ยวตุ้ยๆ จนได้ .....เหนื่อยๆ อย่างนี้ต้องชาชูราเม็งสิ  ช่วยได้ชะงัดนัก .......ร่างเล็กคิดในใจ   จุนซูใช้เวลาไม่นานนักกับการจัดการเส้นราเม็งกับน้ำซุปที่เหลือจนหมด

 

หลังจากเช็คบิลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ก็ยังเหลือเวลาอีกประมาณชั่วโมงครึ่งกับการเดินเตร็ดเตร่ 

 

...เห....เหลือเวลาอีกตั้งเยอะแหนะ....ไปหายูชอนดีกว่า....^0^

 

เมื่อคิดได้ดังนั้น ร่างเล็กๆจึงรีบเดินไปยังจุดหมายที่เพิ่งนึกได้เมื่อครู่   ตอนนี้ยูชอนกำลังทำงานอยู่ที่ร้านพิซซ่าที่อยู่ไม่ไกลจากตรงที่เขาอยู่มากนัก  ใช้เวลาเดินสัก 15 นาที  ไปกลับก็ครึ่งชั่วโมง ก็ยังเหลือเวลาอีกตั้งชั่วโมงสำหรับการไปนั่งดูยูชอนทำงาน 

 

.....หาความสุขใส่ตัวบ้าง  ทำงานมาทั้งวัน...อิอิ..... วันนี้อากาศอบอุ่น  มีแสงแดดอ่อนๆ ทอไปทั่ว สายลมเอื่อยๆ โชยมาชวนให้จุนซูผิวปากอย่างอารมณ์ดี แต่ไม่ทันที่จะจบเพลง  เสียงโทรศัพท์มือถือสีขาวคู่ใจก็ดังขึ้นซะก่อน

 

Rrrrrrr….Rrrrrrr….. “ ยูชอน♥...^3^    ชื่อของคนที่กำลังจะไปหาปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์พอดี  ร่างเล็กจึงแอบยิ้มหนึ่งทีก่อนที่จะรีบกดรับ

 

ฮัลโหล ยูชอน~” ร่างเล็กแกล้งดัดเสียงน่ารักเหมือนปลาโลมาได้น้ำทะเล

 

กำลังจะไปหาพอดีเล้ย...

 

ดีครับ งั้นรีบมาโรงพยาบาลอย่างไวเลยนะครับ

 

เมื่อโสตประสาทแปรเสียงที่ตอบกลับมาทำเอาจุนซูสะดุดกึกก่อนทำหน้าแบบปลาโลมาข้องใจ  คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน

 

....เอ๋.....ใครเนี่ย  ไม่ใช่ยูชอนนี่นา....แต่ยังไม่ทันจะได้ถามข้อข้องใจ  เสียงจากปลายสายก็ดังขึ้นมาก่อน

 

คุณคือ โลมาน้อยจุนซู ใช่ไหมครับ 

 

ครับ น่าอายมั๊ยเนี่ยจุนซูเอ้ย...ชาวบ้านเขารู้กันหมดและว่าแกเป็นโลมา..

 คือคุณเจ้าของโทรศัพท์เครื่องนี้เขาขับรถตัดหน้าผม แล้วเสียหลักจนเกิดอุบัติเหตุ  ตอนนี้กำลังอยู่ที่โรงพยาบาลxxx ครับ รีบมาด่วนเลยนะครับ 

ราวกับถูกตรึงไว้กับที่  โลกทั้งใบหยุดหมุน ใบหน้าที่เคยอมชมพูบัดนี้ไร้ซึ่งสีเลือด  ความกลัวแล่นผ่านไปทั่วร่างกายจนหยุดอยู่ตรงขั้วหัวใจ  ถ้อยคำที่ผ่านเข้าหูทำเอาเข่าแทบทรุดฮวบ  แต่นี่ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมาเข่าอ่อน  จุนซูรีบวิ่งตรงไปยังถนนใหญ่ทันที   รถแท็กซี่ที่จอดยังไม่ทันสนิทแต่คนตัวเล็กก็กระโดดขึ้นไปแล้วด้วยความรีบร้อนใจ....อย่าเพิ่งเป็นอะไรนะยูชอน....

 

////////////////////////////////////////////////

  

ปาร์ค ยูชอน.....ห้องนี่สินะ..... เด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง  เดินมาหยุดอยู่ที่ห้องคนไข้ของโรงพยาบาลชื่อดัง ร่างเล็กๆ นั้นถอนหายใจเฮือกใหญ่เพื่อทำใจ ก่อนที่จะเอื้อมมือไปหมุนลูกบิดประตูอย่างใจเย็น  สิ่งที่พบเบื้องหลังประตูสีเทาคือ  ภาพของชายหนุ่มผิวขาวร่างสูงนอนหลับตาพริ้มเหยียดกายอยู่บนเตียง ใบหน้าที่หล่อเหลามีแผลเย็บตรงหางคิ้วและรอยแผลถลอกอยู่ประปราย  แขนแกร่งมีบาดแผลเล็กน้อยที่ถูกปิดไว้ด้วยผ้าก็อทสีขาวสะอาด หลังมือถูกโยงด้วยสายน้ำเกลือซึ่งถุงน้ำเกลือที่แขวนไว้บนเสาโลหะซึ่งบัดนี้ของเหลวใสในนั้นพร่องไปเกือบค่อนถุง 

 

จุนซูย่างกรายเข้าไปหาผู้ที่ได้ชื่อว่าคนรักอย่างช้าๆ  ดวงหน้าที่หลับใหลไม่บ่งบอกความรู้สึกใดแน่นิ่ง  ชวนให้น้ำตารื้นขึ้นมา  มือเล็กเอื้อมไปกุมมือใหญ่อย่างทะนุถนอม   พวงแก้มที่อิงซบกับหลังมือก่อนที่จะปล่อยให้น้ำตา ไหลรวยรินลงมาอย่างเงียบๆ ลมหายใจอุ่นของร่างเล็กที่พ่นรดลงไปทำให้ร่างสูงผู้ตกอยู่ในห้วงนิทราลืมตาขึ้นอย่างขี้เกียจ  สายตาที่ค่อยๆ ปรับชินกับแสงสว่างที่เล็ดลอดผ่านมาตาเข้ามาอย่างเชื่องช้า มองไปรอบๆ และหยุดอยู่ตรงใบหน้าสวยหวานของบางคนข้างกาย  ดวงตาเรียวกระพริบช้าๆ อย่างงุนงง 

 

ฟื้นแล้วหรอยูชอน จุนซูพูดเสียงใส  รอยยิ้มกว้างระบายเครื่องหน้างดงามนั้นทันที

 

...... ทั้งโล่งอก ..... ทั้งดีใจ...... ที่คนตรงหน้าตื่นขึ้นมาได้  เพราะเขากลัวเหลือเกินที่ยูชอนจะหลับไปอย่างนั้นแล้วไม่มีวันตื่นขึ้นมาในโลกแห่งความเป็นจริงใบนี้อีกต่อไป แต่เมื่อเห็นสายตาที่จับจ้องมา  แค่นี้ก็ช่วยให้คนตัวเล็กชื้นใจขึ้นมาได้บ้าง  

 

เสียงแปร่งปร่าที่เปล่งออกมาเนื่องจากนิทราเมื่อครู่ถูกบีบเค้นออกมาในที่สุด

 

พี่เป็นใครฮะ?  ร่างสูงเอ่ยถามก่อนส่งสายตาที่ฉายแววสงสัยมาให้คนข้างกายที่นั่งนิ่ง 

 

......คำพูดที่ชวนให้หัวใจดวงน้อยกระตุกและบีบรัดได้ในเวลาเดียวกัน.....

 

---------------------------------------------------------

 

To be continued

 

 

 

 

edit @ 13 Feb 2008 18:38:04 by BANANAJUNK

[[ :: ♥ Forbidden Love ♥ :: ]]  รักต้องห้าม!! [1/2]
เมื่อแจเป็นชู้...!!  NC-17{Valentine’s  project}

Title : Forbidden Love
Author : BaNaNaJuNk
Style : Yaoi  , Shounen , Boys love ,etc
Rate : NC-17
Category : Romantic Fiction
Character : Jaejoong ♥ YunHo


“อืมม..ยุน...โฮ.. ” เสียงครวญครางแผ่วเบาดังแข่งกับเสียงเขย่าของล็อคเกอร์สีเทาเก่าๆ ที่วางอยู่ในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้าของนักบาสเก็ตบอลชายในโรงยิม

“อ๊า...ยุน..ยุนโฮ..” แม้ว่าตอนนี้จะอยู่ท่ามกลางฤดูหนาวที่อุณหภูมิแทบจะติดลบ แต่เสียงหวานกลับพร่ำเรียกผู้ปรนเปรอสัมผัสเสียวซ่านให้โดยไม่สนใจอากาศเย็นยะเยียบที่กระทบผิวกาย   ความอบอุ่นที่ทั้งสองร่างถ่ายเทให้กันและกันเพียงพอที่จะทำให้อุณหภูมิเย็นๆ นั่นไม่มีผลใดๆ

ใบหน้าหวานซุกลงบนแผงอกกว้างในขณะที่แขนสองข้างโอบรัดต้นคอสูงๆ ไว้ราวกับร่างที่อยู่ตรงหน้าจะหายไป  ร่างทั้งร่างสั่นไปตามแรงกระแทกที่หนักหน่วงและรุนแรง

“กอดฉันอีก กอดฉันแน่นๆ ยุนโฮ”  ไม่ใช่เพราะอากาศหนาวร่างเล็กๆ นี้จึงต้องการไออุ่นจากชายหนุ่มร่างใหญ่นี้ เพียงแค่ต้องการรู้สึกจริงๆ ว่า “เขากำลังกอดเราอยู่”

“มองหน้าฉันสิแจจุง” เสียงทุ้มออกคำสั่งอย่างเอาแต่ใจ  นิ้วเรียวช้อนใบหน้าที่พยายามเงยขึ้นอย่างช้าๆ ให้หันมาสบตากับตัวเอง

“นายสวยที่สุด แจจุง” ก่อนที่จะบรรจงประทับริมฝีปากของตัวเองลงไป

ส่วนล่างที่ยังขยับไปมาอย่างรัวเร็วบวกกับรสจูบที่ร้อนแรงทำให้ใบหน้าสวยขมวดคิ้วอย่างพอใจ  สองลิ้นแลกกันกระหวัดพันเกี่ยว  จุมพิตหอมหวานจนแทบละลายเกือบทำให้ขาเล็กๆ ทรุดลงไปด้วยอารมณ์กระสัน

ยุนโฮเริ่มเร่งจังหวะพร้อมกับเพิ่มรสจูบให้ร้อนแรงกว่าเดิม  ร่างบางสะดุ้งจากการเปลี่ยนอิริยาบถของร่างสูง เสียงหวานที่ขาดช่วงไปเริ่มกลับมาอีกครั้ง

“อืมม..อืออ..” แต่ทำได้เพียงส่งเสียงภายในลำคอ  ในเมื่อร่างสูงยังกดจูบอุ่นๆ นั้นไว้อย่างแน่นหนา  

เสียงหวีดหวิวของสายลมบ่งบอกว่าไม่มีใครอยู่ทั้งภายในและภายนอกโรงยิม  ความเงียบสงัดของฤดูหนาวปกคลุกไปทั่วบริเวณ

มือเล็กข้างหนึ่งกำปกเสื้อไว้แน่นส่วนมืออีกข้างทาบลงบนแผ่นอกกว้าง  แผ่นหลังที่แนบติดกับประตูของล็อคเกอร์ทำให้แจจุงดูดซับทุกๆ แรงกระแทกอย่างเต็มที่  ตอนนี้ริมฝีปากของยุนโฮปล่อยให้แจจุงเป็นอิสระและเริ่มพรมจูบไปทั่วซอกคอเนียน  สะโพกหนาขยับเร็วขึ้น เร็วขึ้น และเร็วขึ้นไปอีก...

“อ๊า..ยุน...แรงอีก...อ๊ะ...”   เพียงเวลาไม่นานนัก  ของเหลวสีขาวข้นก็เปรอะเปื้อนมัดกล้ามเนื้อหน้าท้องของร่างด้านหน้า  ก่อนที่จะตามมาด้วยของเหลวบริเวณช่องทางรัก

ควันสีขาวถูกพ่นออกมาแรงๆ ด้วยความเหนื่อยอ่อน หน้าอกโยนตัวตามแรงหอบจนชนกัน เม็ดเหงื่อใสๆ ผุดพรายไปตามไรผม แขนแกร่งดึงร่างที่ยืนพิงล็อคเกอร์อย่างอ่อนแรงเข้ามากอดไว้แน่น แพขนตายาวหลับพริ้มอย่างเป็นสุข

“เธอเป็นของฉันนะแจจุง” ยุนโฮกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูเล็กๆ ที่อยู่ภายใต้กลุ่มผมสีดำสนิท

.
.
.
.

.
.

.
“ไปไหนมา แจจุง”  หนุ่มน้อยหน้าตาน่ารักเอ่ยถามเพื่อนคนสวย  เมื่อแจจุงมุดมานั่งที่โต๊ะเรียนและจัดแจงแว่นตาให้เข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว

“โรงยิมน่ะ” แค่สามคำแต่จุนซูก็เข้าใจความหมายที่สื่อมา...ยุนโฮ ใช่ไหมล่ะ.....

เมื่อ 2 นาทีก่อนอาจารย์หันหลังไปพูดกับกระดานเกี่ยวกับเรื่องการสืบพันธุ์ของพืช  แจจุงที่เพิ่งจะมาเข้าเรียนคาบชีวะในขณะที่เพื่อนๆ เรียนกันไปแล้วกว่าครึ่งคาบก็แอบคลานเข้ามาหลังห้องอย่างเงียบกริบ  จุนซูที่รู้ตัวเองว่าควรทำอย่างไรเมื่อเพื่อนเข้าเรียนไม่ตรงเวลาก็เลือกที่จะนั่งหลังสุดเพื่อความสะดวกของแจจุง

“โดดเรียนอีกแล้วนะ  ดีนะวันนี้อาจารย์ไม่ได้เช็คชื่อ” จุนซูบ่นอย่างเซ็งๆ

“ไม่ได้โดดเรียนซะหน่อย  แค่เข้าช้าเอง” แจจุงแก้ตัวไปอย่างเอาสีข้างเข้าถู

“ก็นั่นแหละ  มันก็เหมือนๆ กัน” แล้วจุนซูก็หันไปนั่งจดเล็คเชอร์อย่างตั้งใจอีกครั้งโดยไม่หันมามองแจจุงอีกเป็นครั้งที่สอง  ทำเอาแจจุงเลิกคิ้วสูงพร้อมกับยักไหล่ก่อนที่จะหันไปฟังอาจารย์ที่ยืนอยู่หน้าห้องบ้าง

เมื่อกระดิ่งเลิกเรียนดังขึ้น สองร่างก็รีบลุกออกจากห้องชีวะมืดๆ ไปสู่แสงสว่างด้านนอก แจจุงกับจุนซูเดินไปตามระเบียงยาวๆ หน้าห้องเรียน

“ฉันจะรออยู่หน้าโรงเรียนนะ” ประโยคที่ถูกกล่าวไว้เมื่อสองชั่วโมงก่อน  ทำให้ขาเล็กๆ ของแจจุงสับอย่างว่องไว  ร่างบางเบียดเสียดกับฝูงชนที่ทยอยออกจากห้องเรียนโดยไม่ใส่ใจ

“นี่แจ  จะรีบไปไหนอ่ะ” จุนซูที่วิ่งตามมาเหยาะๆ รั้งแขนของแจจุงไว้พร้อมยิงคำถาม 

แจจุงไม่พูดอะไรนอกจากหันมามามองด้วยสายตาแบบเดิมๆ ที่บ่งบอกให้รู้ว่าเขาจะไปไหน  ซึ่งจุนซูก็ยอมรับสภาพ ...ยุนโฮอีกหล่ะสิ...

แต่วันนี้กลับไม่เหมือนอย่างวันก่อนๆ ดวงตาแข็งกร้าวจ้องเขม็งมายังแจจุงที่หลบสายตาไปนานแล้ว  ...บางครั้งขีดจำกัดของคนเราก็ไม่ได้สูงเท่าไหร่นัก...

“เมื่อไหร่นายจะเลิกบ้าซะทีแจจุง”  จุนซูตะโกนออกมาอย่างเดือดดาล ทำให้เสียงจ้อกแจ้กรอบกายเงียบลงไปถนัดตา 

เมื่อแจจุงเห็นว่าท่าไม่ดีจึงพยายามดึงแขนจุนซูกึ่งลากไปเพื่อหามุมที่ปลอดคน

“ไม่ต้องแจจุง  คุยกันให้รู้เรื่อง  ตรงนี้เลย!!” หนุ่มน้อยผมสีน้ำตาลแผดเสียงให้ดังก้องกว่าเดิมแล้วสะบัดแขนของเพื่อนรักไปอย่างไม่ใยดี  ตอนนี้จุนซูไม่สนใจเลยว่าจะมีสายตานับร้อยคู่ที่กำลังจ้องมายังพวกเขาสองคน ไม่สนว่าใครจะเงียบแล้วเงี่ยหูฟังพวกเขาบ้าง ไม่สนนิ้วมากมายชี้มายังที่ๆ พวกเขายืนอยู่   และเขาก็ไม่สนเสียงซุบซิบที่ดังขึ้นเรื่อยๆ หลังจากประโยคของเขาจบลง

“เฮ้..จุนซู   ไม่เอาน่า ไปที่อื่นเหอะค่อยคุยกัน” แจจุงปรามเพื่อนรักเสียงอ่อน  ก่อนที่เรื่องมันใหญ่โตกว่านี้  พวกเขาควรหายตัวไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด  มือที่เพิ่งถูกสะบัดทิ้งค่อยๆ เอื้อมไปจับข้อมือของคนที่กำลังโมโหจนหน้าแดงก่ำ

“ทำไมนายต้องไปฟังเขา  นายไม่เคยฟังที่ฉันพูด   ฉันเตือนนายกี่ครั้งกี่หนแล้ว แต่นายก็ยังเห็นว่ามันดี เทิดทูนมันราวกับพระเจ้า  นายมันโง่ที่ให้เขาหลอก  ทำไมกัน ทั้งๆที่เป็นได้แค่ชู้เท่านั้นนายก็ยังยอมหมอนั่น  ไอ้บ้านั่นมันชั่วช้าสารเลวแค่ไหนนายก็รู้  แล้วนายยังจะไปหลงมันอีกหรอแจจุง”

“หยุดนะจุนซู”

“ไม่  ฉันไม่หยุด  แล้วจะทำไม ไอ้ผู้ชายเลวๆ พันธุ์นั้น  จับปลาสองมือ  มันไม่เคยเห็นนายอยู่ในสายตา  นายก็แค่ดอกไม้ริมทางที่เขาเด็ดมาชื่นชมแล้วก็ทิ้ง  นายมันก็แค่เสื้อผ้าชิ้นใหม่ๆ ที่วันไหนเขาเบื่อก็เปลี่ยนได้ง่ายๆ  ”

“หยุดนะจุนซู  อย่าพูดแบบนี้นะ”

“ทำไมหล่ะ รับไม่ได้หรอ  ที่ฉันพูดมันเรื่องจริงไม่ใช่หรือไง นายยอมรับไม่ได้ใช่ไหม นาย..”

เพี๊ยะ…!!!!

“หยุดเถอะจุนซู  ได้โปรด” น้ำเสียงสั่นเครือเปล่งออกมาอย่างแผ่วเบา หยาดน้ำตาใสเริ่มเกาะขอบตาล่างที่อยู่เบื้องหลังกระจกในกรอบแว่นสีดำ  และพร้อมที่จะร่วงลงสู่พื้นดินทุกขณะ  คำพูดที่เสียดแทงหัวใจแต่ละคำๆ ค่อยๆ กรีดลึกลงบนบาดแผลที่ไม่เคยปิดสนิทอย่างไม่ปราณี  คำขอร้องที่รู้ทั้งรู้ว่ามันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น  เขาตบหน้าเพื่อนที่ดีกับเขาที่สุด..เพียงเพราะผู้ชายคนนึง...  ความรู้สึกผิดดูเหมือนจะเอ่อล้นออกมาจนไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้  แจจุงทำได้เพียงแค่มองหน้าจุนซูที่แดงช้ำไปซีกหนึ่งกับมือชาๆ ของตัวเองอย่างสับสน ดูเหมือนตอนนี้จะมีเพียงแต่ความเงียบเท่านั้นที่ปกคลุมรอบๆ กายของทั้งสองคน  เสมือนว่าไม่มีใครอยู่ที่นี่นอกจากเขากับจุนซู

“ซักวันนายก็จะเหมือนเสื้อผ้าพวกนั้น  เหมือนดอกไม้เหี่ยวๆ ที่เขาโยนทิ้งแล้ว”

เพี๊ยะ...!!!

จุนซูฟาดลงบนใบหน้าของแจจุงด้วยดวงตาที่เริ่มปริ่มไปด้วยน้ำใสๆ 

“อย่าคลานกลับมาให้ฉันเห็นหน้านะ  คิม แจจุง”

พลั่ก…!!!

“ฉันเกลียดนาย”

จุนซูมองหน้าเพื่อนรักอย่างเจ็บปวดก่อนที่จะผลักคนตรงหน้าอย่างแรงจนร่างบางๆ ของแจจุงกระเด็นไปชนกับกลุ่มคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง  ประโยคสุดท้ายที่ทิ้งไว้ช่างชวนให้หัวใจน้อยๆ ของเขากระตุกได้ทุกขณะ

.
.
.

.
.

“มีอะไรหรอ?” เสียงหวานเอ่ยถามหนุ่มนักกีฬาบาสร่างสูงที่ยืนเป็นจุดเด่นอยู่หน้าโรงเรียน  สายตาหยาดเยิ้มของสาวน้อยสาวใหญ่พากันส่งตรงมาที่ยุนโฮจนบินชนกันว่อน  แต่พ่อหนุ่มหล่อคนนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจเลย

“ฉันต่างหากล่ะที่สมควรพูดประโยคนั้น  ร้องไห้ทำไม  มีเรื่องอะไรงั้นหรอ?” แม้ว่าแจจุงจะเอาผมม้ายาวๆ มาปรกหน้าสักเท่าไหร่ ก็คงไม่อาจจะซ่อนสายตาช่างสังเกตของยุนโฮได้

“ไม่มีอะไรหรอก ไปกันเถอะ”

.
.

.

.


“แจจุงว่าวงไหนสวยหล่ะ?”  สายตาเรียวไล่มองวงโลหะเล็กๆ ที่อยู่บนกำมะหยี่สีขาวทีละวงจนครบ  พร้อมกับเอ่ยถามความคิดเห็นของคนที่เขาพามาด้วย

...นั่นสินะ  จะดีใจไปทำไม  ก็รู้ตัวดีอยู่แล้วนี่นา...

“วงนี้สิ ยุนโฮ  น่ารักดี” ....ในเมื่อเราไม่ได้เป็นอะไรกัน...ก็ไม่มีทางที่เขาจะซื้อให้เราอยู่แล้ว...

.
.


“วาเลนไทน์แจจุงอยากได้อะไร?” คำถามแปลกๆ ที่ยุนโฮตั้งขึ้นกับแจจุงเมื่อชั่วโมงก่อนทำเอาร่างบางๆ นี้ดีใจจนตัวลอย  และเมื่อแจจุงตอบว่าอยากได้ “แหวน”  จึงทำให้เขาสองคนมาลงเอยที่ร้านจิวเวอลี่เล็กๆ แห่งหนึ่ง  แต่ท้ายที่สุด...นี่ก็คงเป็นอีกครั้งที่ยุนโฮทำให้แจจุงดีใจเก้อ  ในเมื่อคำถามที่ถาม...ก็แค่ให้เขาเป็นตัวแทนของใครอีกคน  ที่กำลังจะเป็นเจ้าของแหวนที่เขากำลังเลือกสรรให้อยู่นั่นเอง 

“แจจุงว่าวงนี้สวยหรอ”  ร่างสูงถามคนข้างๆ อีกครั้งโดยที่สายตายังคงจับจ้องแหวนที่แจจุงเลือก

“อื้ม สวยดี  วงนี้แหละ”  แจจุงพยักหน้าที่ปั้นแต่งไว้อย่างระรื่นน้อยๆ

“แหวนคู่ด้วย  ยุนโฮกับโพมีจะได้ใส่คู่กันไง”  ร่างเล็กย้ำอีกครั้งด้วยสีหน้าที่แสร้งทำ  คำพูดที่ดูเหมือนจะมีชีวิตชีวา แต่แท้จริงแล้วกลับซ่อนเร้นด้วยความเจ็บปวดในทุกๆ คำ

“พี่ครับ ขอลองสองวงนี้” ยุนโฮเอ่ยกับพนักงานขายที่ยืนอยู่หลังตู้กระจก  เพียงไม่นานเจ้าแหวนโลหะสองวงที่ถูกเลือกก็ถูกนำมาวางบนผ้ากำมะหยี่สีแดงที่ปูเตรียมไว้แต่แรก

ยุนโฮคว้ามือของแจจุงขึ้นมาแล้วบรรจงสวมแหวนสีเงินล้วนลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของแจจุงที่กำลังทำหน้าเหรอหรา  แล้วหยิบแหวนอีกวงสวมลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของตัวเอง  และปล่อยให้คนถูกสวมแหวนโดยพลการทำหน้างงๆ จนพนักงานขายต้องหันหลังไปอมยิ้ม

“พอดีเลยแหะ” ยุนโฮยิ้มจนตาปิดเหมือนเด็กๆ ที่ได้ขนมหวาน ตอนนี้หน้าขาวๆ ที่เคยงงงวยกลับอมชมพูโดยไม่รู้ตัว  แจจุงทำปากพะงาบๆ เหมือนจะพูดอะไรแต่ก็ถูกเสียงของยุนโฮขัดไปเสียก่อน

“เอาสองวงนี้แหละครับ”  พนักงานขายหยิบแหวนทั้งสองวงที่ถูกวางลงที่เดิมไปด้านหลังร้านอย่างรวดเร็ว โดยไม่ลืมที่จะหันมายิ้มให้กับแจจุงหนึ่งทีก่อนหายตัวไป 

“ยุนโฮคิดไม่คิดว่านิ้วเราจะใหญ่ไปสำหรับผู้หญิงหรอ??”  แจจุงถามคำถามที่ทำให้ยุนโฮต้องใช้เวลาสองสามวินาทีในการประมวลผล

“ไม่หรอก  นิ้วโพมีก็น่าจะประมาณนี้แหละ”

..กะแล้วเชียว...แจจุงคิดในใจเงียบๆ ขณะที่ยุนโฮเดินไปยังเคาน์เตอร์เพื่อชำระเงิน

.
.
.
.

.

.
โพรงปากอุ่นคับแน่นไปด้วยท่อนเนื้อที่กำลังแข็งตัวเต็มที่  ลิ้นร้อนๆ โลมเลียทั่วผิวหนังที่เต่งตึงจากการพองตัวของเส้นเลือดทุกครั้งขูดรูดขึ้นลง  ริมฝีปากบางโอบรัดแก่นกายใหญ่ของร่างสูงที่นอนอยู่ด้านล่าง  สองร่างที่เปลือยเปล่าอยู่บนเตียง  สุดท้ายก็จบที่โรงแรมเหมือนอย่างเคย

เมื่อร่างกำยำนั้นรู้สึกพึงพอใจแล้วจึงสลับตำแหน่งและหน้าที่กับร่างบางที่บัดนี้ลงไปอยู่ด้านล่างแทน สองมือเล็กกำผ้าปูที่นอนแน่นด้วยความเสียวซ่าน  ดวงตาสวยหลับแน่นจากการกระทำที่ดูชำนิชำนาญของคนด้านบน  ส่วนที่ไวต่อความรู้สึกทุกๆ จุดดูเหมือนจะตื่นตัวเต็มที่  เพราะไม่ว่ายุนโฮจะสัมผัสตรงไหน ร่างบางก็สะดุ้งน้อยๆ อย่างน่าเอ็นดูทุกทีไป  ยิ่งเป็นการกระตุ้นอารมณ์ครุกกรุ่นของยุนโฮให้ทวีขึ้นไปอีก 

หลังจากปรนเปรอส่วนนั้นจนสาแก่ใจแขนแกร่งเริ่มช้อนท่อนขาของแจจุงขึ้นพร้อมกับดุนดันท่อนเนื้อของตนเข้าไปในช่องทางที่อยู่ระหว่างขาเรียวที่สั่นระริกอย่างอ่อนระทวย  จังหวะรักได้ถูกบรรเลงขึ้นช้าๆ เสียงครางอย่างไม่ได้ศัพท์ดังขึ้นเรื่อยตามความร้อนแรงที่ร้อนขึ้นทุกวินาที

ไม่มีใครเคยรู้ว่าแจจุงสวยแค่ไหนนอกจากยุนโฮที่เห็นทุกซอกทุกมุมของ คิม แจจุง
ไม่มีใครเคยได้สัมผัสลีลาเร่าร้อนของหนุ่มน้อยผู้นี้นอกจากชายหนุ่มร่างสูง จุง ยุนโฮ
และไม่มีใครที่แจจุงยอมทำทุกอย่างขนาดนี้..แม้กระทั่ง..สละเพื่อนรักไป...เหมือนผู้ชายคนนี้  จุง ยุนโฮ

ทำไมเขาต้องทำเพื่อชายสองใจผู้นี้ขนาดนี้??

มันคงจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นถ้าเมื่อครึ่งปีก่อนแจจุงไม่ไปห้องสมุดคนเดียว

“ฮัลโหล จุนซูหรอ เรากำลังจะไปหานายนะ รออยู่ที่นั่นก่อน” เสียงเล็กพูดจ้อไม่หยุดหายใจ พร้อมกับหอบหนังสือพะรุงพะรังโดยไม่ได้มองข้างหน้าเลย  เพราะเขากำลังสนใจแต่หนังสือและโทรศัพท์ที่อยู่ในมือเท่านั้น

“ยุนโฮ เย็นนี้ไปดูหนังกันนะ น้าๆๆ” เสียงออดอ้อนน่าหมั่นไส้ส่งเสียงอย่างไม่เกรงใจ แม้จะรู้ตัวดีว่าตอนนี้ตัวเองกำลังอยู่ในห้องสมุดก็ตาม

“เย็นนี้หรอ? ได้สิ  โพมีชวนนี่นา  มีหรอเราจะไม่ไป” หนุ่มนักกีฬาบาสเก็ตบอลร่างใหญ่เดินควงแขนมากับแม่สาวสวยโพมี  ดาวโรงเรียนอันดับหนึ่ง (ดาวโรงเรียนหรือดาวยั่ว?? *-*) ที่ออดอ้อนทุกวิถีทางเพื่อให้หนุ่มฮ็อตที่ใครๆ ก็อยากควงด้วยอย่างจุง ยุนโฮ ไปดูหนังด้วยให้ได้ (ดูหนังหรือจับกด?? *-*) และในที่สุดมันก็สำเร็จเสียด้วย
(เพราะ Milk น่ะสิๆ *-*)

คนหนึ่งเดินคุยโทรศัพท์อย่างไม่ได้ใส่ใจทางข้างหน้า ส่วนอีกคนก็กำลังหันไปคุยกับแม่สาวจ้าวที่ควงมาด้วย (ส่วนอีกคนน่ะ ช่างมันเต๊อะ!! *-*) แล้วการพบกันแบบละครน้ำเน่าก็เกิดขึ้น

โครม!!

ไอ้ที่ล้มน่ะดูเหมือนจะมีแค่คิม แจจุงคนเดียวเสียกระมัง  เพราะร่างใหญ่ๆ ของยุนโฮไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนเลย นอกจากกำลังหาว่าเดินชนอะไรเข้าเท่านั้นเอง

กร๊อบ!!

เสียงเลนส์ที่แตกละเอียดทำให้ยุนโฮต้องก้มลงไปดูใต้ฝ่าเท้าของเขาว่าเกิดอะไรขึ้นจนสายตาเหลือบไปเห็นเจ้าของแว่นที่นั่งจมกองหนังสืออยู่ที่พื้น  นักเรียนชายตัวเล็กๆ กับผมสีดำยาวๆ รกรุงรังไม่เป็นทรงปรกหน้าปรกตา  กำลังคลำหาแว่นตาที่หายไปจากที่ๆ มันควรจะอยู่  แต่สิ่งที่คลำได้กลับเป็นอะไรนิ่มๆ แทน (เอ๊ะ!! คลำยังไง *-*)   สิ่งที่หนุ่มร่างเล็กสัมผัสได้ดูเหมือนจะเป็นใบหน้าหล่อเหลาได้รูปของจุง ยุนโฮ ที่ก้มตัวลงมาดูสิ่งมีชีวิตประหลาดที่พื้น

“เป็นอะไรหรือเปล่า?” เสียงทุ้มเอ่ยถาม พร้อมกับเก็บหนังสือที่กระจัดกระจายอยู่ข้างตัว

“ยุนโฮไปกันเถอะ เดี๋ยวไม่ทันหนังรอบ 5 โมงนะ” โพมีออกแรงดึงแขนยุนโฮที่ไม่กระดุกกระดิกเลยสักนิดเดียว (อ่าว นี่หล่อนยังอยู่อีกเรอะ...!! *-*)

ดูเหมือนร่างสูงๆ ของยุนโฮจะหยุดหายใจไปเสียแล้ว เพราะสิ่งที่เขาค้นพบภายใต้ผมเพร่ารุงรังนั่นคือ...สวย... เกิดมายังไม่เคยเห็นใครสวยอย่างนี้มาก่อนเลย  และนี่คงจะเป็นครั้งแรกที่มีคนอื่นสังเกตุเห็นว่าแจจุงสวยตั้งแต่แจจุงมาอยู่ที่โรงเรียนนี้

“ยุนโฮ..” โพมีเรียกแฟนหนุ่มที่แข็งเป็นหินอย่างงงๆ

“ยุนโฮ ไปกันเถอะ ฉันเหม็นกลิ่นเด็กเนิร์ดจะแย่อยู่แล้ว”  แม่สาวโพมีทำเสียงสูงปรี๊ดพร้อมกับกระชากแขนแกร่งที่ไม่มีทีท่าจะขยับ  (กลับไปเลยไป๊ คนเขาจะสวีทกัน *-*)

“เธอกลับไปก่อนเถอะ ดูเหมือนว่าฉันจะต้องช่วยคนๆ นี้ก่อน  ดูท่าทางเขาสายตาไม่มีมากๆ เลยนะ” ว่าแล้วยุนโฮก็รวบหนังสือทั้งหมดพร้อมกับหนุ่มร่างเล็กที่นั่งกำโทรศัพท์มือถืออยู่อย่างคนขาดไอโอดีน  (เยสสส.. - .- +)

.
.

.

.
“ที่จริงคุณไปกับแฟนคุณก็ได้นะครับ” หนุ่มร่างเล็กพูดอย่างรู้สึกผิด

“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเองก็ผิดที่ไม่ได้ดูทาง แล้วยังเหยียบแว่นคุณซะแตกละเอียดเลย” หนุ่มร่างสูงอีกคนพูดพร้อมเกาต้นคอด้วยกิริยาเคอะเขิน

“แจจุง...เป็นไงบ้าง”  ร่างเล็กๆ วิ่งตรงมายังหนุ่มแว่น(ใหม่)และหนุ่มนักบาสอย่างร้อนรน

“ฉันไม่ได้โดนรถชนนะจุนซู” เด็กเนิร์ดพูดกับเพื่อนหน้าตาหน้ารักจิ้มลิ้มที่เพิ่งมาถึง  จุนซู  หนุ่มฮอตประจำโรงเรียนอีกคน แต่คงจะกลับกับยุนโฮสักหน่อยตรงที่ของยุนโฮเป็นผู้หญิงแต่ของจุนซูเป็นผู้ชายมารุมตอมเนี่ยแหละ

“เอ่อ...ขอบคุณสำหรับวันนี้นะครับ”  แจจุงหันไปพูดพร้อมกับโค้งตัวต่ำๆ ให้ยุนโฮแล้วหันหลังกลับ

“เดี๋ยว..นายชื่ออะไร” ยุนโฮตะโกนเรียกร่างที่กำลังจะเดินจากไป

“คิม แจจุง”
.
.

.
.
ทุกอย่างเริ่มต้นจากที่ตรงนั้น  แต่มันกลับจบลง ณ ที่ตรงนี้ 

ตรงที่แจจุงกลายเป็นเพียงเงาของใครบางคน 
ตรงที่แจจุงกลายเป็นเพียงคนลับๆ ที่ยุนโฮไม่ต้องการให้ใครรู้
ตรงที่แจจุงกลายเป็นเพียงร่างที่ทำได้เพียง  มีความสุขกับคนที่ “รัก”  โดยการตื่นขึ้นมาบนเตียงพร้อมร่างเปลือยเปล่าเท่านั้น
ตรงนี้ที่แจจุงกลายเป็นเพียง  ผู้ที่รักเขาข้างเดียว

“กอดฉันสิยุนโฮ กอดฉันแน่นๆ” คำพูดติดปากของร่างบางขณะมีเพศสัมพันธ์กับร่างที่ไม่ได้เป็นของเขา

…มีแค่เพียงตอนนี้เท่านั้นที่ฉันรู้สึกว่าเขาเป็นของฉัน…มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่ฉันรู้สึกฉันเป็นของเขา....อ้อมกอดของเขาเท่านั้นที่ฉันต้องการ....

มือหนาของยุนโฮเริ่มเลื่อนมากุมส่วนที่พองโตอย่างเต็มที่ของร่างที่อยู่ข้างล่าง และพลิกสะโพกบางๆ ให้หันหลัง สองมือที่สอดประสานกัน แผ่นเนื้อที่แนบชิดกัน....


ไม่มีใครรู้ว่าแจจุงสวยแค่ไหนนอกจากยุนโฮที่ค้นพบมัน
และ คิม แจจุง ไม่เคยเป็นของใคร นอกจาก จุง ยุนโฮ
.
.
.

.
To Be Continued….

 

 

 

 

 

 

 

 

[[ :: Forbidden Love :: ]] รักต้องห้าม!! [2/2] 

 Title : Forbidden Love

Author : BaNaNaJuNk

Style : Yaoi  , Shounen , Boys love ,etc.

Category : Romantic Fiction

Character : Jaejoong YunHo   

 

 

 

แจจุง...”  

 

ลมหายใจรวยรินที่พ่นรดผ่านตามผิวกายทำให้รู้ว่าร่างเล็กนี้ยังไม่ได้เข้าสู่ห้วงนิทรา แสงไฟหลากสีจากภายนอกส่องผ่านกรุกระจกแคบๆ เข้ามาอย่างไม่ตั้งใจ  บรรยากาศคึกคักรอบบริเวณถนนซึ่งผู้คนพลุกพล่านยามหัวค่ำด้านล่างตึกหลังนี้ให้ความรู้สึกแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับความเงียบที่แผ่ไปทั่วห้องมืดๆ ด้านใน 

 

แจจุง..

 

เสียงนุ่มทุ้มกรอกเข้าไปกระทบโสตประสาทที่ใกล้จะปิดเต็มแก่ 

 

หืมมม... คนที่ใกล้จะผล็อยหลับครางตอบในลำคอ 

 

หนาวมั๊ย?? ริมฝีปากเลื่อนไปใกล้กับกลุ่มผมสีดำสนิทที่อยู่ตรงหน้าอย่างห่วงใย 

 

ไม่มีเสียงใดนอกจากกระชับวงแขนของตนให้แน่นขึ้นเป็นคำตอบ ก่อนที่แขนแข็งแรงจะเกี่ยวเอวบางให้ขึ้นมาอยู่บนลำตัว  ใบหน้าหวานซุกตัวลงไปบนไออุ่นจากเนินอกกว้าง  เสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะทำให้ร่างบางนี้รู้สึกสงบอย่างประหลาด 

 

...แต่ก้อนเนื้อที่กำลังเต้นอยู่นี้มันไม่ได้เป็นของฉัน... 

 

ยิ่งเต้นแรงเท่าไหร่ก็ยิ่งกระตุ้นอารมณ์แช่มชื่นให้พินาศลงไปเรื่อยๆ เท่านั้น..เสียงตุบๆ ของหัวใจเหมือนจะบอกว่า เขาไม่ได้รักฉันในทุกจังหวะของการเต้น

 

 ...เราไม่ได้รักกัน... 

 

อีกสองวันก็วาเลนไทน์แล้ว แจจุงอยากได้อะไร?  ร่างสูงเอ่ยถามร่างที่นอนหลับตาพริ้มอย่างเหนื่อยอ่อนบนแผ่นอกของตัวเอง 

 

นี่กำลังถามฉันหรือถามโพมี? ร่างเล็กๆ นั่นถามสวนกลับมาอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ได้ลืมตาขึ้นด้วยซ้ำ เรียกให้คิ้วหนามุ่นเข้าหากันอย่างขุ่นข้องใจ ดวงตาฉายแววประหลาดใจส่งทอดมายังร่างที่กำลังจ้องมาทางเขา 

 

ตุบ...ตุบ..ตุบ....เราไม่ได้รักกัน ในเมื่อมีเพียงแค่ฉันเท่านั้นที่รักเธอ.... 

 

ถามแจจุงสิ นิ้วเรียวค่อยๆ เกลี่ยไปตามไรผมสีดำไล่ไปถึงรอบดวงตาอย่างอ่อนโยน  อ้อมแขนที่รองรับน้ำหนักของร่างเล็กๆ นี้กระชับแน่นขึ้นเพื่อให้ร่างด้านบนเข้ามาใกล้กว่าเดิม

 

 แจจุงอยากได้อะไรครับ? คนด้านล่างถามอย่างสุภาพด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนกับการกระทำเมื่อครู่   ริมฝีปากอบอุ่นบรรจงจูบลงบนหน้าผากที่เกยอยู่ใต้คางอย่างแผ่วเบา 

 

สายตาทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางความเงียบ หนึ่งเค้นหาคำตอบ อีกหนึ่งกำลังเค้นคำตอบ จนสายตาคู่หนึ่งก็ต้องยอมแพ้และหลบไป ใบหน้าขาวเริ่มสูบฉีดสีเลือดอ่อนๆ 

 

ไปสวนสนุก เสียงตอบอู้อี้ดังอย่างเขินอาย 

 

หือ?? คำตอบที่ทำให้สมองต้องไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ...สวนสนุกอย่างนั้นหรอ?.... 

 

ทำไมล่ะ?แม้จะคิดอย่างดีแล้ว แต่ก็ยังไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก  คำถามนี้จึงถูกเปล่งออกมาในที่สุด 

 

เงียบกันไปสักพัก สายตาคมเอาแต่หลุบต่ำอย่างเศร้าสร้อย จนมือของยุนโฮอดไม่ได้ที่จะต้องลูบผมดำที่ลู่ลงแผ่บนอกของตัวเอง 

 

ไม่ได้หรอร่างเล็กๆ ถามเสียงอ่อย แววตาหม่นหมองส่งถึงดวงตาคม....มันใช้เวลานานไปใช่ไหมล่ะ?... 

ความน้อยเนื้อต่ำใจเริ่มก่อตัวขึ้น..ใช่สิ..ชู้อย่างฉัน มันไม่มีค่าพอให้นายมาเสียเวลาด้วยใช่ไหม?... 

 

หยาดน้ำใสๆ ที่พยายามกล้ำกลืนฝืนไว้ยื้อยุดกับความรู้สึกที่บังคับไม่ให้มันเป็นอิสระ ลมหายใจขาดช่วงเป็นสัญญาณบอกว่าเกิดอะไร  สองมือหนาๆ ประคองดวงหน้าหวานขึ้นมาอย่างเบามือแต่ดวงหน้านั้นกลับเบนบ่ายหน่ายหนีเรื่อยไป  ยุนโฮแตะหน้าผากของแจจุงด้วยหน้าผากของเขาเอง  แพของตางอนทิ้งตัวลงอย่างช้าๆ ..นี่สินะคำตอบ... 

 

ได้สิ ได้แน่นอนอยู่แล้ว  แต่หลังสิ้นเสียง  ดวงตาก็ต้องเบิกโตอย่างประหลาดใจ  ใบหน้าหล่อเหลาแอบอมยิ้มเมื่อเห็นริมฝีปากบางนั้นยิ้มกว้างทันทีที่ร่างสูงพูดจบประโยค 

 

สัญญานะ เสียงเริงร่าดังอย่างพองโต ความรู้สึกแย่ๆ ที่เคยก่อตัวมลายหายวับไปภายในเวลาไม่กี่วินาที..ไปสวนสนุกกับยุนโฮ... 

ร่างสูงชูนิ้วก้อยขึ้นมาตรงหน้าก่อนที่นิ้วเล็กๆ จะสอดเกี่ยวพัน....สัญญานะยุนโฮ... แล้วจุมพิตหอมหวานถูกประทับลงบนผิวแก้มนวลเนียนครั้งแล้วครั้งเล่า 

 

สองร่างกอดก่ายใต้ผ้าห่มสีขาวผืนหนาถ่ายทอดความอบอุ่นให้แก่กันภายในห้องเล็กๆ แสงสลัว เสื้อผ้าที่กองเป็นกลุ่มก้อนกระจัดกระจายไปทั่วปลายเตียงและพรมหนาสีเขียวเข้ม  สถานที่ๆ เป็นจุดจบของการพบเจอแต่ละครั้ง สถานที่ๆ แจจุงรู้ดีว่าเขาต้องมา เพราะมันเป็นสถานที่ เพื่อเติมเต็มความรักที่ขาดหายไป

 

 

 

 .

. 

 

.

.

.

 

.

.

วันที่ 13 กุมภาพันธ์  2551 

เวลา 9.45 น. 

 

สายน้ำใสของน้ำพุพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศต่อสู้กับแสงอาทิตย์อ่อนแรงท่ามกลางอากาศเย็นเฉียบของปลายฤดูหนาว มีร่างภายใต้สเว็ทเตอร์สีขาวขุ่นกางเกงสีครีมนั่งนับถอยหลังอย่างใจจดใจจ่อ  ดวงตาสีนิลจ้องมองเข็มวินาทีที่เดินอย่างเชื่องช้าอย่างไม่รับรู้ว่าการรอคอยนั้นช่างน่าเบื่อ  แต่ในความน่าเบื่อนี้กลับแฝงความตื่นเต้นไปพร้อมกัน ร่างที่นั่งนิ่งไม่ไหวติงเป็นเวลากว่าชั่วโมงดึงดูดสายตานับสิบคู่ที่ผ่านไปผ่านมาไว้ให้เหลียวหลังกลับมา   

 

อีก 15 นาที.. 

 

แว่นตากรอบหนาที่ใส่เป็นประจำถูกเก็บไว้ในลิ้นชักเป็นอย่างดีและถูกแทนที่ด้วยคอนแทคเลนส์คู่ใหม่เอี่ยมที่เพิ่งถอยมาเมื่อวาน  ถึงจะเคืองตาจนน่ารำคาญแต่ถ้าเพื่อวันนี้ก็คงจะไม่เป็นไร  ทรงผมรุงรังแปรสภาพเป็นผมซอยไล่จนมาถึงลำคอดูสวยงาม หน้าม้าที่เคยยาวจนเกะกะหายไปแล้ว เผยให้ใบหน้าหวานปรากฏสู่สายตานับร้อยขณะที่เดินสวนทางไปมา 

 

ถึงแม้วันนี้จะไม่ใช่วันวาเลนไทน์  แต่ความรู้สึกดีใจก็โลดแล่นไปทั่วหัวใจดวงน้อยจนบดบังความเศร้าที่ตกตะกอนมาเนิ่นนาน

 

...รู้ดีว่าไม่มีสิทธิ์...ไม่ใช่คนสำคัญขนาดที่เขาจะต้องสละเวลาให้...วันแห่งความรัก เขาคงมอบให้กับคนที่เขารัก ....ที่ไม่ใช่ฉัน...ยุนโฮคงไม่อาจจะละทิ้งคนพิเศษมาหาได้ในวันพรุ่งนี้ได้...แต่อย่างน้อย...ก็ยังมีวันนี้...วันที่เป็นวันของเราสองคน..... 

 

แก้วตาสีราตรีกาลสะท้อนให้เห็นเข็มชั่วโมงที่หยุดยืนตรงเลข 10 พอดี และเข็มนาทีก็เลื่อนห่างออกมาจนทำมุม 90 องศาแล้ว...10.10  นาฬิกา...แต่บัดนนี้ก็ยังไม่เห็นวี่แววของคนที่เฝ้าคอยมานานนับชั่วโมง

เรานัดกัน 10 โมงไม่ใช่หรอยุนโฮ.... 

.

.

.

 

 

.

 

.

เวลา 10.47 น. 

 

ความกังวลคุกคามไปทั่วทุกลมหายใจ ความรู้สึกโหวงเหวงปั่นป่วนในท้องทำให้แจจุงรู้สึกเหมือนเขากำลังไม่สบาย  กระวนกระวายใจห่วงสวัสดิภาพของคนที่เขาต้องการพบมากที่สุดตอนนี้  ความหวาดหวั่นคืบคลานไปในทุกๆ ที่ที่สายตาสามารถมองเห็นได้  แต่ไม่เห็นแม้แต่เงาของร่างสูง