:: ♥ Forbidden Love ♥ :: รักต้องห้าม!! {CH1}
posted on 30 Apr 2009 20:01 by bananajunk in FICTION
Theme Music : The good riddance(Time of your life) - Greenday
-------*-------*-------*-------*-------*-------*-------*-------*-------
:: ♥ Forbidden Love ♥ :: รักต้องห้าม!!
Title : Forbidden Love
Chapter : [CH1] “ Hold me tight … Yunho”
Author : Kapiris PusmosapStyle : Boys love
Rate : NC-17 *
Category : Romantic Fiction
Character : Jaejoong ♥ YunHo
*มีฉาก Love scene.. หนูๆ อย่าเพิ่งรีบ Erotic รอให้โตก่อนค่อยมาทำความรู้จักกับมันนะจ๊ะ*
“อืมม..ยุน...โฮ.. ”
ภายในห้องเปลี่ยนเสื้อผ้านักบาสเก็ตบอลชายซึ่งอยู่ด้านในสุดของโรงยิม เสียงครวญครางแผ่วเบาดังแข่งกับเสียงเขย่าของล็อคเกอร์เก่าๆ ที่วางเรียงกันเป็นแถวชิดกับผนังที่สีร่อนเป็นแผ่นๆ ทุกส่วนของผนังห้อง ล็อคเกอร์ทั้งด้านในและด้านนอก หรือแม้กระทั่งโต๊ะวางของที่อยู่รอบๆ ประดับประดาไปด้วยโปสเตอร์นักบาสเอ็นบีเอและนักบาสชื่อดังจนมองไม่เห็นสีที่เคยทาไว้ด้วยฝีมือรุ่นพี่เมื่อหลายรุ่นก่อน กลิ่นเหงื่อไคลโชยออกมาจากเสื้อผ้าใส่แล้วที่ถูกยัดไว้หลังประตูล็อคเกอร์อย่างลวกๆ ถูกกลบด้วยความเร่าร้อนที่แผ่กระจายไปทั่วห้อง
“อ๊า...ยุน..ยุนโฮ..”
แม้ว่าตอนนี้จะเป็นกลางฤดูหนาวที่อุณหภูมิแทบจะติดลบ แต่เสียงหวานกลับพร่ำเรียกผู้ปรนเปรอสัมผัสเสียวซ่านโดยไม่สนใจอากาศเย็นยะเยียบที่กระทบผิวกาย ความอบอุ่นที่ทั้งสองร่างถ่ายเทให้แก่กันเพียงพอที่จะทำให้อุณหภูมิเย็นๆ นั่นไม่มีผลใดๆ ใบหน้าหวานซุกลงบนแผงอกกว้างในขณะที่แขนสองข้างโอบรัดต้นคอสูงๆ ไว้ราวกับร่างที่อยู่ตรงหน้าจะหายไปถ้าหากดวงตาสวยคู่นั้นกระพริบตา
ร่างทั้งร่างสั่นไหวตามแรงกระแทกที่หนักหน่วงและรุนแรง
“กอดฉันอีก … กอดฉันแน่นๆ ยุนโฮ”
ไม่ใช่เพราะอากาศหนาว ที่หนาวเสียจนลมหายใจที่พวยพุ่งออกมาแปรเปลี่ยนเป็นควันสีขาวเมื่อปะทะกับความเย็นรอบๆ ร่างเล็กนี้จึงต้องการไออุ่นจากชายหนุ่มร่างใหญ่
แต่เป็นเพียงเพราะ... มือใหญ่คู่นั้นไม่เคยมองความรู้สึกอบอุ่นที่ว่า “เรากำลังกอดกันอยู่” นอกจากเวลาแบบนี้
แต่อันที่จริง...มันอาจจะเป็นเพียงเพราะ....เมื่อมือใหญ่คู่นั้นโอบกอดร่างเล็กเล็กนี้..แม้จะเป็นเวลาเพียงไม่กี่นาที...อย่างน้อยที่สุดมันก็เป็นช่วงเวลาที่จะได้โกหกตัวเองว่า... เขารักฉัน ...
“มองหน้าฉันสิแจจุง” เสียงทุ้มออกคำสั่งห้วนๆ อย่างเอาแต่ใจ นิ้วเรียวช้อนใบหน้าที่พยายามเงยขึ้นอย่างแช่มช้าให้หันมาสบตากับตัวเอง
“ฉันเคยบอกนายรึยัง?” สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความสงสัยจ้องมองผู้ตั้งคำถามใจจดใจจ่อ
“ว่านายหน่ะ...” ใบหน้าคมกระซิบแผ่วปนเปกับเสียงหอบเบาๆ ข้างแก้มแดงระเรื่อ
“นายสวยที่สุด แจจุง” ก่อนบรรจงประทับริมฝีปากของตัวเองลงไป โดยคนที่เพิ่งถูกชมไม่สามารถตั้งตัวได้ทัน
ส่วนล่างที่ขยับไปมาอย่างรัวเร็วบวกกับรสจูบร้อนแรงทำเอาใบหน้าสวยขมวดคิ้วอย่างพอใจ สองลิ้นแลกกันกระหวัดพันเกี่ยว จุมพิตแสนหอมหวานจนแทบละลายเกือบทำให้ขาเล็กๆ ทรุดลงไปด้วยอารมณ์กระสัน
ยุนโฮเริ่มเร่งจังหวะพร้อมกับเพิ่มรสจูบให้ร้อนแรงกว่าเดิมจนร่างบางสะดุ้งจากการเปลี่ยนอิริยาบถของร่างสูง เสียงหวานที่ขาดช่วงไปเริ่มกลับมาก้องกังวานอีกครั้ง
“อืมม..อืออ..” แต่ทำได้เพียงส่งเสียงภายในลำคอ ในเมื่อร่างสูงยังกดจูบอุ่นๆ นั้นไว้อย่างแน่นหนา
เสียงหวีดหวิวของสายลมบอกให้รู้ว่าไม่มีใครอยู่ทั้งภายในและภายนอกโรงยิม ความเงียบสงัดของฤดูหนาวปกคลุมไปทั่วบริเวณ
มือเล็กข้างหนึ่งกำปกเสื้อไว้แน่นขณะที่อีกข้างทาบลงบนแผ่นอกกว้าง แผ่นหลังแนบติดกับประตูของล็อคเกอร์ทำให้แจจุงดูดซับทุกๆ แรงกระแทกอย่างเต็มที่ ตอนนี้ริมฝีปากของยุนโฮปล่อยให้แจจุงเป็นอิสระและเริ่มพรมจูบไปทั่วซอกคอเนียน สะโพกหนาขยับเร็วขึ้น เร็วขึ้น และเร็วขึ้นไปอีก...
“อ๊า..ยุน...ฉัน...ฉันจะ...อ๊ะ...” เพียงเวลาไม่นานนัก ของเหลวสีขาวข้นก็เปรอะเปื้อนมัดกล้ามเนื้อหน้าท้องของร่างที่หันหน้าให้กับล็อคเกอร์ และตามมาด้วยของเหลวบริเวณช่องทางรัก
ควันสีขาวถูกพ่นออกมาแรงๆ ด้วยความเหนื่อยอ่อน หน้าอกโยนตัวตามแรงหอบจนชนกัน เหงื่อเม็ดใสผุดพรายไปตามไรผม แขนแกร่งดึงร่างที่ยืนพิงล็อคเกอร์อย่างอ่อนแรงเข้ามากอดไว้อย่างหลวม แพขนตายาวหลับพริ้มอย่างเป็นสุข
แขนเล็กกระชับอ้อมกอดของตัวเองให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ช่วงเวลาที่แจจุงชอบที่สุดก็คือตอนที่ร่างของเขาได้จมหายไปในหน้าอกกว้างๆ ของยุนโฮ เขาชอบที่จะฟังจังหวะของหัวใจทั้งสองดวงเต้นไปพร้อมกัน ช่างเป็นอะไรที่แสนวิเศษราวกับว่าเป็นหัวใจของเขากับของยุนโฮกลายเป็นดวงเดียวกัน...แม้ในความเป็นจริง ไม่อาจจะเป็นเช่นนั้น...
ทั้งสองไม่ได้พูดอะไรกันพักใหญ่จนกระทั่งความเหนื่อยหอบค่อยๆ จางหายไป มือหนายกขึ้นบรรจงเกลี่ยไรผมสีดำขลับของร่างบางอย่างทะนุถนอม คนร่างเล็กก็เอาแต่จ้องมองใบหน้าหล่อเหลานั้นอย่างไม่ละสายตา และในที่สุดความเงียบเชียบที่ดำเนินมาเนิ่นนานก็ถูกทำลายด้วยคำพูดของร่างสูงที่ว่า
“เป็นของฉันตลอดไปนะแจจุง”
ยุนโฮกระซิบแผ่วเบาข้างใบหูเล็กๆ ที่อยู่ภายใต้กลุ่มผมสีดำสนิท
.
.
.
.
.
.
.
“ไปไหนมา แจจุง” หนุ่มน้อยหน้าตาน่ารักเอ่ยถามเพื่อนคนสวย เมื่อแจจุงมุดมานั่งที่โต๊ะเรียนและจัดแจงแว่นตาให้เข้าที่เข้าทางเรียบร้อยแล้ว
“โรงยิมน่ะ” แค่สามคำแต่จุนซูก็เข้าใจความหมายที่สื่อมาได้ชัดเจน
...ยุนโฮ ใช่ไหมล่ะ.....
เมื่อ 3 นาทีก่อนอาจารย์กำลังหันหลังไปพูดกับกระดานเกี่ยวกับเรื่องการสืบพันธุ์ของพืช แจจุงที่เพิ่งจะมาเข้าเรียนคาบชีวะในขณะที่เพื่อนๆ เรียนกันไปแล้วกว่าครึ่งคาบก็แอบคลานเข้ามาหลังห้องอย่างเงียบกริบ จุนซูที่รู้ตัวเองว่าควรทำอย่างไรเมื่อเพื่อนเข้าเรียนไม่ตรงเวลาก็เลือกที่จะนั่งริมซ้ายด้านหลังสุดที่อยู่ติดประตูทางเข้าเพื่อความสะดวกของแจจุง
“โดดเรียนอีกแล้วนะ ดีนะวันนี้อาจารย์ไม่ได้เช็คชื่อ ไม่งั้นฉันก็ต้องหวิดตายขานชื่อแทนนายอีก” จุนซูบ่นอย่างเซ็งๆ
“ไม่ได้โดดเรียนซะหน่อย แค่เข้าช้าเอง” แจจุงแก้ตัวไปอย่างเอาสีข้างเข้าถู
“ฉันก็ไม่เห็นว่ามันจะต่างกันตรงไหน” แล้วจุนซูก็หันไปนั่งจดเล็คเชอร์อย่างตั้งใจอีกครั้งโดยไม่หันมามองแจจุงอีกเป็นครั้งที่สอง ทำเอาแจจุงเลิกคิ้วสูงพร้อมกับยักไหล่ก่อนที่จะหันไปฟังอาจารย์ที่ยืนอยู่หน้าห้องบ้าง
เมื่อกระดิ่งเลิกเรียนดังขึ้น สองร่างก็รีบลุกออกจากห้องชีวะมืดๆ ไปสู่แสงสว่างด้านนอก แจจุงกับจุนซูเดินไปตามระเบียงยาวๆ หน้าห้องเรียน
“ฉันจะรออยู่หน้าโรงเรียนนะ” ประโยคที่ถูกทิ้งไว้เมื่อสองชั่วโมงก่อนที่โรงยิมเร่งให้ขาเล็กๆ ของแจจุงสับอย่างว่องไว ร่างบางเบียดเสียดกับฝูงชนที่ทยอยออกจากห้องเรียนโดยไม่ใส่ใจ
“นี่แจ จะรีบไปไหนอ่ะ” จุนซูที่วิ่งตามมาเหยาะๆ รั้งแขนของแจจุงไว้พร้อมยิงคำถาม
แจจุงไม่พูดอะไรนอกจากหันมามามองด้วยสายตาแบบเดิมๆ ที่บ่งบอกให้รู้ว่าเขาจะไปไหน ที่จริง...คำตอบนั้นจุนซูเองก็รู้อยู่แก่ใจ…เพียงแค่แอบหวังไว้ว่ามันคงจะไม่ได้เป็นแบบนั้น...ขอให้เขาคิดไปเองฝ่ายก็คงดี...
...ยุนโฮ?...
ทั้งที่วันนี้ควรจะเป็นเพียงวันศุกร์แสนน่าเบื่อที่ต้องทนฟังอาจารย์พล่ามส่วนประกอบของสิ่งมีชีวิตเหมือนกับทุกสัปดาห์ แต่วันนี้กลับไม่เหมือนอย่างวันก่อนๆ ดวงตาแข็งกร้าวของคนที่เดินอยู่ด้านหลังกำลังจ้องเขม็งมายังแจจุงที่หลบสายตาไปนานแล้ว
...บางครั้งขีดจำกัดของคนเราก็ไม่ได้สูงเท่าไหร่นัก...
“เมื่อไหร่นายจะเลิกบ้าซะทีแจจุง” จุนซูตะโกนออกมาอย่างเดือดดาล ทำเอาเสียงจ้อกแจ้กรอบกายเงียบลงไปถนัดตา
ร่างเล็กที่อยู่ด้านหน้าหันมามองต้นเสียงด้วยใบหน้าตกตะลึง เมื่อแจจุงเห็นว่าท่าไม่ดีจึงพยายามดึงแขนจุนซูกึ่งลากไปเพื่อหามุมที่ปลอดคน
“ไม่ต้องไปไหนทั้งนั้นแจจุง คุยกันให้รู้เรื่อง” สีหน้าของจุนซูน่ากลัวอย่างที่แจจุงไม่เคยเห็นมาก่อนตั้งแต่ได้รู้จักกับเพื่อนรักคนนี้ ใบหน้าของเขาแดงก่ำด้วยความโทโส
“ตรงนี้เลย!!” หนุ่มน้อยผมสีน้ำตาลแผดเสียงให้ดังก้องกว่าเดิมแล้วสะบัดแขนของเพื่อนรักไปอย่างไม่ใยดี ตอนนี้จุนซูไม่สนใจเลยว่าจะมีสายตากี่ร้อยคู่ที่กำลังจ้องมายังพวกเขาสองคน ไม่สนว่าใครจะเงียบแล้วเงี่ยหูฟังพวกเขาบ้าง ไม่สนนิ้วมากมายชี้มายังที่ๆ พวกเขายืนอยู่ และเขาก็ไม่สนเสียงซุบซิบที่ดังขึ้นเรื่อยๆ หลังจากประโยคของเขาจบลง
“เฮ้..จุนซู ไม่เอาน่า ไปที่อื่นเหอะค่อยคุยกัน” แจจุงปรามเพื่อนรักเสียงอ่อน ก่อนที่เรื่องมันจะใหญ่โตกว่านี้ พวกเขาควรหายตัวไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด มือที่เพิ่งถูกสะบัดทิ้งค่อยๆ เอื้อมไปจับข้อมือของคนที่กำลังโมโหจนเลือดขึ้นหน้า
“นายไม่เคยฟังที่ฉันพูด ฉันเตือนนายกี่ครั้งกี่หนแล้ว แต่นายก็ยังเห็นว่ามันดี เทิดทูนมันราวกับว่ามันเป็นพระเจ้า นายมันโง่ที่ให้เขาหลอก บนโลกนี้ยังมีคนอีกตั้งเยอะแยะ ทำไมนายถึงไม่แหกตามองคนอื่นบ้างนะแจจุง”
“พอทีเถอะน่า จุนซู ไปคุยกันที่อื่นเหอะ”
แจจุงเขย่าแขนเด็กหนุ่มให้หยุดการสนทนาส่วนตัวที่ดูเหมือนจะไม่เป็นส่วนตัวเท่าไหร่ระหว่างเขากับเพื่อนสมัยเด็กคนนี้ แต่ดูทีท่าแล้วเหมือนมันจะช่วยอะไรไม่ได้เลยในเมื่อจุนซูยังตะโกนว่าเขาปาวๆ
แต่ที่เลวร้ายไปกว่านั้น...ดูเหมือนว่าเรื่องราวที่เคยเป็นความลับมาตลอดหลายเดือนกำลังค่อยๆ ปรากฏขึ้นต่อหน้าสาธารณชนที่ยืนล้อมรอบเขาทั้งคู่
“ทำไมกัน ไอ้บ้านั่นมันชั่วช้าสารเลวแค่ไหนนายก็รู้ นายก็รู้ว่ามันสวมเขาให้นายแล้วนายยังจะไปหลงมันอีกหรอ ไอ้ผู้ชายเลวๆ พันธุ์นั้น จับปลาสองมือ ไม่เคยเห็นนายอยู่ในสายตา มันก็แค่สัตว์ตัวผู้ที่เห็นนายเป็นของเล่น นายน่ะ... นายก็แค่ดอกไม้ริมทางที่เขาเด็ดมาชื่นชมแล้วก็ทิ้ง นายมันก็แค่เสื้อผ้าชิ้นใหม่ที่วันไหนเขาเบื่อก็เปลี่ยนได้ง่ายๆ”
“หยุดนะจุนซู”
ถ้อยคำที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนจะทำให้สถานการณ์ดูย่ำแย่ลงไปอีก
“ทำไมหล่ะ รับไม่ได้หรอ ที่ฉันพูดมันเรื่องจริงไม่ใช่รึไง นายยอมรับไม่ได้ใช่ไหม ว่านายน่ะเป็นได้แค่..”
“หยุดเถอะจุนซู ได้โปรด”
น้ำเสียงสั่นเครือเปล่งออกมาอย่างแผ่วเบา หยาดน้ำตาเริ่มเกาะขอบตาล่างที่อยู่เบื้องหลังกระจกในกรอบแว่นสีดำ และพร้อมที่จะร่วงลงสู่พื้นดินได้ทุกขณะ คำพูดที่เสียดแทงหัวใจ แต่ละคำค่อยๆ กรีดลึกลงบนบาดแผลที่ไม่เคยปิดสนิทอย่างไม่ปราณี
“ไม่ ฉันไม่หยุด แล้วจะทำไม นายน่ะมันเป็นได้แค่ ชู้ เข้าใจไม๊แจจุง นายเป็น..น...”
เพี๊ยะ…!!!!
เสียงตะโกนที่ต่อเนื่องกันมาหยุดลงอย่างกะทันหันด้วยเสียงๆ หนึ่ง
สติสัมปชัญญะของแจจุงขาดผึงลงทันทีเมื่อได้ยินคำพูดที่หลุดออกมาจากปากผู้ที่เขาไว้ใจมากที่สุด
...จุนซู แค่นายคนเดียวเท่านั้นที่ชั้นไม่ต้องการให้เอ่ย คำสกปรกคำนั้น ...
...แค่นายเท่านั้น...
แต่ดูเหมือนว่าชนวนของการ แตกหัก ถูกจุดขึ้นเมื่อเพื่อนที่รักที่สุดมาทำร้ายกัน สายตาแดงก่ำจ้องมองอย่างแข็งกร้าว ฝ่ามือเย็นซีดประกบบนผิวกายที่เจ็บปวดจากการกระทำของคนที่ตัวเอง เคยเรียกว่า “เพื่อนรัก” ได้อย่างเต็มปาก แต่เมื่อเทียบกับหัวใจแล้ว มันเจ็บกว่ากันมากจนพูดไม่ออก
“จุนซู ฉันขอโทษ” คำขอโทษแผ่วเบาด้วยน้ำเสียงสั่นเทิ้มแม้รู้ทั้งรู้ว่ามันไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น
แจจุงตบหน้าเพื่อนที่ดีกับเขาที่สุด..เพียงเพราะผู้ชายคนหนึ่ง... ความรู้สึกผิดถาโถมเข้าใส่จนไม่อาจยืนอยู่บนขาของตัวเองได้ สิ่งต่างๆ มากมายข้างในเอ่อล้น ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูด แจจุงทำได้เพียงมองใบหน้าจุนซูที่แดงช้ำไปซีกหนึ่งสลับกับมือชาๆ ของตัวเองอย่างสับสน ตอนนี้มีเพียงแต่ความเงียบเท่านั้นที่ปกคลุมรอบๆ กายของทั้งสองคน เสมือนว่าไม่มีใครอยู่ที่นี่นอกจากเขาและจุนซู
“สักวันนายก็จะเหมือนเสื้อผ้าพวกนั้น เหมือนดอกไม้เหี่ยวๆ ที่เขาโยนทิ้งแล้ว” หลังจบประโยค จุนซูสาวเท้าเข้ามาใกล้แจจุงก่อนที่จะ...
เพี๊ยะ...!!!
จุนซูฟาดลงบนใบหน้าของแจจุงเต็มแรงด้วยดวงตาที่เริ่มปริ่มไปด้วยน้ำใสๆ
“อย่าคลานกลับมาให้ฉันเห็นหน้านะ คิม แจจุง”
พลั่ก…!!!
“ฉันเกลียดนาย”
จุนซูมองหน้าเพื่อนรักอย่างเจ็บปวดก่อนที่จะผลักคนตรงหน้าอย่างแรงจนร่างบางๆ ของแจจุงกระเด็นไปชนกับกลุ่มคนที่ยืนอยู่ข้างหลัง ประโยคสุดท้ายที่ทิ้งไว้ช่างชวนให้หัวใจน้อยๆ ของแจจุงกระตุกได้ทุกขณะ
.
.
.
.
.
“มีอะไรหรอ?” เสียงหวานเอ่ยถามหนุ่มนักกีฬาบาสร่างสูงที่ยืนเป็นจุดเด่นอยู่หน้าโรงเรียน สายตาหยาดเยิ้มของสาวน้อยสาวใหญ่พากันส่งตรงมาที่ยุนโฮจนบินชนกันว่อน แต่พ่อหนุ่มหล่อคนนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ใส่ใจเท่าไหร่นัก
“ฉันต่างหากล่ะที่ควรพูดประโยคนั้น ร้องไห้ทำไม มีเรื่องอะไรงั้นหรอ? ” แม้ว่าแจจุงจะเอาผมม้ายาวๆ มาปรกหน้าสักเท่าไหร่ ก็คงไม่อาจจะซ่อนสายตาช่างสังเกตของยุนโฮได้ ท่าทีมีพิรุธจนน่าสงสัยของแจจุงช่างกระตุ้นต่อมอยากรู้อย่างยุนโฮเสียเหลือเกิน แต่ก็ต้องถูกร่างเล็กตัดบทไปเสียก่อน
“ไม่มีอะไรหรอก ไปกันเถอะ”
.
.
.
.
“แจจุงว่าวงไหนสวยหล่ะ?”
สายตาเรียวไล่มองวงโลหะเล็กๆ ที่เรียงรายอยู่บนกำมะหยี่สีขาวทีละวงจนครบ พร้อมกับถามความคิดเห็นของคนที่เขาพามาด้วย
...นั่นสินะ จะดีใจไปทำไม...
“วงนี้สิ ยุนโฮ น่ารักดี”
....น่าจะรู้ตัวจะแจจุง ในเมื่อเราไม่ได้เป็นอะไรกัน...ก็ไม่มีทางที่เขาจะซื้อให้เราอยู่แล้ว..
.
.
.
“วาเลนไทน์แจจุงอยากได้อะไร?” คำถามแปลกๆ ที่ยุนโฮตั้งขึ้นกับแจจุงเมื่อชั่วโมงก่อนทำเอาร่างบางดีใจจนตัวลอย และเมื่อแจจุงตอบว่าอยากได้ “แหวน” จึงทำให้เขาสองคนมาลงเอยที่ร้านจิวเวอลี่เล็กๆ แห่งหนึ่ง
แต่ท้ายที่สุด...นี่ก็คงเป็นอีกครั้งที่ยุนโฮทำให้แจจุงดีใจเก้อ ในเมื่อคำถามที่ถาม ก็แค่ให้เขาเป็นตัวแทนของใครอีกคน ที่กำลังจะเป็นเจ้าของแหวนที่เขากำลังเลือกสรรให้อยู่นั่นเอง
“แจจุงว่าวงนี้สวยหรอ” ร่างสูงถามคนข้างๆ อีกครั้งโดยที่สายตายังคงจับจ้องแหวนที่แจจุงเลือก
“อื้ม สวยดี วงนี้แหละ” แจจุงพยักหน้าที่ปั้นแต่งไว้อย่างระรื่นน้อยๆ
“แหวนคู่ด้วย” ร่างเล็กย้ำอีกครั้งด้วยสีหน้าที่แสร้งทำ คำพูดที่ดูเหมือนจะมีชีวิตชีวา แต่แท้จริงแล้วกลับซ่อนเร้นด้วยความเจ็บปวดในทุกถ้อยคำ..นายจะได้ใส่คู่กับคนของนายไงหล่ะ...
“พี่ครับ ขอลองสองวงนี้” ยุนโฮบอกกับพนักงานขายที่ยืนอยู่หลังตู้กระจก เพียงไม่นานเจ้าแหวนโลหะสองวงที่ถูกเลือกก็ถูกนำมาวางบนผ้ากำมะหยี่สีแดงที่ปูเตรียมไว้แต่แรก
แต่จู่ๆ ยุนโฮก็คว้ามือของแจจุงขึ้นมาแล้วบรรจงสวมแหวนสีเงินล้วนลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของแจจุงที่กำลังทำหน้าเหรอหรา แล้วหยิบแหวนอีกวงสวมลงบนนิ้วนางข้างซ้ายของตัวเอง และปล่อยให้คนถูกสวมแหวนโดยพลการออกอาการเหวอจนพนักงานขายต้องหันหลังไปอมยิ้ม
“พอดีเลยแหะ” ยุนโฮยิ้มจนตาปิดเหมือนเด็กๆ ที่ได้ขนมหวาน ตอนนี้หน้าขาวๆ ที่เคยงงงวยกลับอมชมพูโดยไม่รู้ตัว แจจุงทำปากพะงาบๆ เหมือนจะพูดอะไรแต่ก็ถูกเสียงของยุนโฮขัดไปเสียก่อน
“เอาสองวงนี้แหละครับ” พนักงานขายหยิบแหวนทั้งสองวงที่ถูกวางลงที่เดิมไปด้านหลังร้านอย่างรวดเร็ว โดยไม่ลืมหันมายิ้มให้กับแจจุงหนึ่งทีก่อนหายตัวไป
“ยุนโฮคิดไม่คิดว่านิ้วเราจะใหญ่ไปสำหรับผู้หญิงหรอ??” แจจุงถามคำถามที่ทำให้ยุนโฮต้องใช้เวลาสองสามวินาทีในการประมวลผล
“หมายความว่ายังไงน่ะ?”
“ก็นายพาฉันมาเลือกแหวนให้โพมีไม่ใช่รึไง? ” คำถามที่ส่งมาทำเอาคนซื้อต้องขมวดคิ้วน้อยๆ
“คงงั้นมั๊ง?”
แล้วขาวยาวๆ ก็เดินไปยังเคาน์เตอร์เพื่อชำระเงินอย่างหงุดหงิด
.
.
.
.
.
.
โพรงปากอุ่นคับแน่นไปด้วยท่อนเนื้อที่กำลังแข็งตัวเต็มที่ ลิ้นร้อนๆ โลมเลียทั่วผิวหนังที่เต่งตึงจากการพองตัวของเส้นเลือดทุกครั้งขูดรูดขึ้นลง ริมฝีปากบางโอบรัดแก่นกายใหญ่ของร่างสูงที่นอนอยู่ด้านล่าง สองร่างที่เปลือยเปล่าอยู่บนเตียง สุดท้าย....ก็จบที่โรงแรมเหมือนอย่างเคย
เมื่อร่างกำยำนั้นรู้สึกพึงพอใจแล้วจึงสลับตำแหน่งและหน้าที่กับร่างบางที่บัดนี้ลงไปอยู่ด้านล่างแทน สองมือเล็กกำผ้าปูที่นอนแน่นด้วยความเสียวซ่าน ดวงตาสวยปิดแน่นจากการกระทำที่ชำนิชำนาญของคนด้านบน ส่วนที่ไวต่อความรู้สึกทุกๆ จุดดูเหมือนจะตื่นตัวเต็มที่ เพราะไม่ว่ายุนโฮจะสัมผัสตรงไหน ร่างบางก็สะดุ้งน้อยๆ อย่างน่าเอ็นดูทุกทีไป ยิ่งเป็นการกระตุ้นอารมณ์ครุกกรุ่นของยุนโฮให้ทวีขึ้นไปอีก
หลังจากปรนเปรอส่วนนั้นจนสาแก่ใจแขนแกร่งเริ่มช้อนท่อนขาของแจจุงขึ้นพร้อมกับดุนดันท่อนเนื้อของตนเข้าไปในช่องทางซึ่งอยู่ระหว่างขาเรียวที่สั่นระริกอย่างอ่อนระทวย จังหวะรักได้ถูกบรรเลงขึ้นอย่างเชื่องช้า เสียงครางไม่ได้ศัพท์ดังขึ้นเรื่อยๆ ตามความร้อนแรงที่ร้อนขึ้นทุกวินาที
ไม่มีใครเคยรู้ว่าแจจุงสวยแค่ไหน นอกจากเขา จุง ยุนโฮ
ไม่มีใครได้เห็นทุกส่วนของ คิม แจจุง เท่ากับคนผู้นี้ จุง ยุนโฮ
ไม่มีใครเคยได้ลิ้มลองลีลาเร่าร้อนของหนุ่มน้อยผู้นี้นอกจากชายหนุ่มร่างสูง จุง ยุนโฮ
และไม่มีใครที่แจจุงยอมทำทุกอย่างขนาดนี้..แม้กระทั่ง..สละเพื่อนรักไป...เหมือนผู้ชายคนนี้ จุง ยุนโฮ
ทำไมเขาต้องทำเพื่อชายผู้นี้ขนาดนี้??
มันคงจะไม่มีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นถ้าเมื่อ 3 เดือนก่อนแจจุงไม่ไปห้องสมุดคนเดียว
“ฮัลโหล จุนซูหรอ เรากำลังจะไปหานายนะ รออยู่ที่นั่นก่อน” เสียงเล็กพูดจ้อไม่หยุดหายใจ พร้อมกับหอบหนังสือพะรุงพะรังโดยไม่ได้มองข้างหน้า เขากำลังสนใจแต่หนังสือและโทรศัพท์ที่อยู่ในมือเท่านั้น
“ยุนโฮ เย็นนี้ไปดูหนังกันนะ น้าๆๆ” เสียงน่าหมั่นไส้อย่างเกินหน้าเกินตาส่งเสียงอย่างไม่เกรงใจ แม้จะรู้ตัวดีว่าตอนนี้ตัวเองกำลังอยู่ในห้องสมุดก็ตาม
“เย็นนี้หรอ?”
“อืม.ม....ได้สิ”
หนุ่มนักกีฬาบาสเก็ตบอลร่างใหญ่เดินควงแขนมากับสาวสวย ลี โพมี ดาวโรงเรียนอันดับหนึ่ง (ดาวโรงเรียนหรือดาวยั่ว?? *0*) ที่กำลังออดอ้อนทุกวิถีทางเพื่อให้หนุ่มฮ็อตที่ใครๆ ก็อยากควงด้วยอย่างชอง ยุนโฮ ไปดูหนังด้วยให้ได้ (ดูหนังหรือดูเนื้อหนัง?? *0*) และมันก็สำเร็จเสียด้วย (เพราะ Milk น่ะสิๆ *0*)
คนหนึ่งเดินคุยโทรศัพท์อย่างไม่ได้ใส่ใจทางข้างหน้า ส่วนอีกคนก็กำลังหันไปคุยกับแม่สาวจ้าวที่ควงมาด้วย (ส่วนอีกคนน่ะ ช่างมันเต๊อะ!! *-*) แล้วการพบกันแบบละครน้ำเน่าก็เกิดขึ้น
โครม!!
ไอ้ที่ล้มน่ะดูเหมือนจะมีแค่คิม แจจุงคนเดียวเสียกระมัง เพราะร่างใหญ่ๆ ของยุนโฮไม่ได้ขยับเขยื้อนไปไหนเลย นอกจากกำลังหาว่าเดินชนอะไรเข้าเท่านั้นเอง
กร๊อบ!!
เสียงเลนส์ที่แตกละเอียดทำให้ยุนโฮต้องก้มลงไปดูใต้ฝ่าเท้าของเขาว่าเกิดอะไรขึ้นจนกระทั่งสายตาเหลือบไปเห็นเจ้าของแว่นที่นั่งจมกองหนังสืออยู่ที่พื้น นักเรียนชายตัวบางเล็กกับผมสีดำยาวๆ รกรุงรังไม่เป็นทรงปรกหน้าปรกตากำลังคลำหาแว่นตาที่หายไปจากที่ๆ มันควรจะอยู่ แต่สิ่งที่คลำได้กลับเป็นอะไรนิ่มๆ แทน (เอ๊ะ!! คลำยังไง *0*) สิ่งที่หนุ่มร่างเล็กสัมผัสได้ดูเหมือนจะเป็นใบหน้าหล่อเหลาได้รูปของจุง ยุนโฮ ที่ก้มตัวลงมาดูสิ่งมีชีวิตประหลาดที่พื้น
“เป็นอะไรหรือเปล่า? ” เสียงทุ้มเอ่ยถาม พร้อมกับเก็บหนังสือที่กระจัดกระจายอยู่ข้างตัว
“ยุนโฮไปกันเถอะ เดี๋ยวไม่ทันหนังรอบ 5 โมงนะ” โพมีออกแรงดึงแขนยุนโฮที่ไม่กระดุกกระดิกเลยสักนิดเดียว (อ่าว นี่หล่อนยังอยู่อีกเรอะ...!! *0*)
แต่ดูเหมือนว่าร่างสูงๆ ของยุนโฮจะหยุดหายใจไปเสียแล้ว เพราะสิ่งที่เขาค้นพบภายใต้ผมเผ้าารุงรังนั่นคือ ...สวย...
เกิดมายังไม่เคยเห็นใครสวยอย่างนี้มาก่อนเลย และนี่คงจะเป็นครั้งแรกที่มีคนอื่นสังเกตเห็นว่าแจจุงสวยตั้งแต่เขามาอยู่ที่โรงเรียนนี้
“ยุนโฮ..” โพมีเรียกชายหนุ่มที่แข็งเป็นหินอย่างงุนงง
“ยุนโฮ ไปกันเถอะ ฉันเหม็นกลิ่นเด็กเนิร์ดจะแย่อยู่แล้ว” แม่สาวโพมีทำเสียงสูงปรี๊ดพร้อมกับฉุดกระชากท่อนแขนที่ไม่มีทีท่าจะขยับ (กลับไปเลยไป๊.. คนเขาจะสวีทกัน *0*)
“โพมีไปดูก่อนเถอะนะ สงสัยฉันจะต้องช่วยคนๆ นี้ก่อน ท่าทางเขาสายตาไม่ดีมากๆ เลย” ว่าแล้วยุนโฮก็รวบหนังสือทั้งหมดพร้อมกับหนุ่มร่างเล็กที่นั่งกำโทรศัพท์มือถืออยู่อย่างคนขาดไอโอดีน (เยสสส.. - .- + แต่จะดีมากถ้าเปลี่ยนเป็นรวบหัวรวบหาง *0*)
.
.
.
.
“ที่จริงคุณไปกับแฟนคุณก็ได้นะครับ” หนุ่มร่างเล็กพูดอย่างสำนึกผิด
“ไม่เป็นไรหรอกครับ ผมเองก็ผิดที่ไม่ได้ดูทาง แล้วยังเหยียบแว่นคุณซะแตกละเอียดเลย” หนุ่มร่างสูงอีกคนพูดพร้อมเกาต้นคอด้วยกิริยาเคอะเขิน ....สวยขนาดนี้ปล่อยไปแถวบ้านเรียกว่าโง่รับประทานครับ...(*0*)
“แจจุง...เป็นไงบ้าง” ร่างเล็กๆ วิ่งตรงมายังหนุ่มแว่น(ใหม่)และหนุ่มนักบาสอย่างร้อนรน
“ไม่ต้องรีบขนาดนั้นก็ได้มั๊งจุนซู ฉันไม่ได้โดนรถชนนะ” แจจุงพูดกับเพื่อนหน้าตาหน้ารักจิ้มลิ้มที่เพิ่งมาถึง จุนซู หนุ่มฮ็อตประจำโรงเรียนอีกคน แต่คงจะกลับกับยุนโฮสักหน่อยตรงที่ของยุนโฮเป็นผู้หญิงมารุมตอมแต่ของจุนซูเป็นผู้ชาย
“เอ่อ...ขอหนังสือคืนด้วยครับ” มือใหญ่ที่แบกหนังสือหนักๆ รีบยื่นสิ่งที่อยู่ในมือคืนให้กับเจ้าของ
“แล้วก็...ขอบคุณสำหรับวันนี้นะครับ” แจจุงหันไปพูดพร้อมกับโค้งตัวต่ำๆ ให้ยุนโฮแล้วหันหลังกลับ
“เดี๋ยวก่อน..นายชื่ออะไร” ยุนโฮตะโกนเรียกร่างเล็กที่กำลังจะเดินจากไป
“คิม แจจุง ครับ”
.
.
.
.
ทุกอย่างเริ่มต้นจากที่ตรงนั้น แต่มันกลับจบลง ณ ที่ตรงนี้
ตรงที่แจจุงกลายเป็นเพียงเงาของใครบางคน
ตรงที่แจจุงกลายเป็นเพียงคนลับๆ ที่ยุนโฮไม่ต้องการให้ใครรู้
ตรงที่แจจุงกลายเป็นเพียงร่างที่มีความสุขกับคนที่อขา “รัก” โดยการตื่นขึ้นมาบนเตียงพร้อมกับร่างเปลือยเปล่า
ตรงนี้ที่แจจุงกลายเป็นเพียง คนที่รักเขาข้างเดียว
“กอดฉันสิยุนโฮ กอดฉันแน่นๆ” คำพูดติดปากของร่างบางขณะอยู่บนเตียงกับร่างที่ไม่ได้เป็นของเขา
…มีแค่เพียงตอนนี้เท่านั้นที่ฉันรู้สึกว่าเขาเป็นของฉัน…
...มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นที่ฉันรู้สึกฉันเป็นของเขา...
...อะไรก็ได้ที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นของกันและกัน....
....อ้อมกอดของเขาเท่านั้นที่ฉันต้องการ....
มือหนาของยุนโฮเริ่มเลื่อนมากุมส่วนที่พองโตอย่างเต็มที่ของร่างที่อยู่ข้างล่าง และพลิกสะโพกบางๆ ให้หันหลัง สองมือที่สอดประสาน แผ่นอกและแผ่นหลังแนบชิดกัน....
ไม่มีใครรู้ว่าแจจุงสวยแค่ไหนนอกจากยุนโฮที่ค้นพบมัน
และ คิม แจจุง ไม่เคยเป็นของใคร นอกจาก ชอง ยุนโฮ... .
To be continued….
edit @ 1 May 2009 14:41:22 by BANANAJUNK