[FIC][[ :: ♥ Forbidden Love ♥ :: ]] รักต้องห้าม!! [Key1*~]
posted on 13 Mar 2008 17:16 by bananajunk in FICTION++ QA&Skip Point++
Title : Forbidden Love
Author : BaNaNaJuNk
Style : Yaoi , Shounen , Boys love ,etc.
Category : Romantic Fiction
Character : Jaejoong ♥ YunHo
Chapter : [KEY1*~]
หิมะยังไม่หยุดตก ยังโปรยปรายละอองเบาบางให้ตกปรอยๆ ไปตามทางเดินที่ลาดยาว สองข้างทางเงียบสงัด ถนนคอนกรีตขนาบข้างไปด้วยบ้านเรือนหลังน้อยใหญ่ที่มืดสนิท สองร่างเดินย่ำไปบนหิมะสีขาวอย่างเงียบๆ
ตอนนี้เลยเที่ยงคืนมาเป็นเวลากว่าครึ่งชั่วโมง .....อากาศรอบๆ กายเย็นลงไปอีกแล้ว…..
ไอสีขาวพวยพุ่งออกจากโพรงจมูกซึ่งซีดเซียวจากความเย็นภายนอก แขนสองคู่ห่อหุ้มร่างกายของตัวเองที่ลู่ไปตามกระแสลมอ่อนเย็นยะเยือก ถึงแม้ว่าอากาศจะหนาวเพียงใด แต่ก็ดูเหมือนว่าร่างเล็กๆ ที่เดินอยู่ด้านหลังนั้นไม่มีทีท่าจะขึ้นมาเดินเคียงคู่กับร่างที่นำออกไปกว่าสองเมตรนั่นเลย
และทุกครั้งที่ร่างสูงโปร่งหยุดยืนเพื่อรอให้คนเดินช้ากว่าขึ้นมาเดินไปพร้อมๆ กัน ร่างเล็กข้างหลังก็จะปฏิเสธด้วยการหยุดยืนนิ่งแล้วรอให้คนข้างหน้าออกเดินต่อไป เป็นอย่างนี้มาตลอดตั้งแต่เดินออกจากถนนในย่านผู้คนพลุกพล่านจนเข้ามาถึงย่านที่อยู่อาศัย จนร่างสูงๆ ต้องเอี้ยวตัวมามองคนข้างหลังทุกๆ 5 นาที เพราะเกรงว่าจะมีใครฉุดไปเสียก่อน
.
.
.
.
.
.
“ความรู้สึกไม่แน่ใจ” นั้นมีมากเสียจนเหมือนกับว่ามันได้สร้างระยะห่างเล็กๆ ขวางกั้นไว้ระหว่างเราทั้งสองคน และยิ่งไขว่คว้ามากเท่าไหร่ก็ดูเหมือนจะยิ่งห่างไกลออกไปเท่านั้น
....คิม แจจุง ได้แต่มองตามแผ่นหลังของคนด้านหน้าอย่างไม่ละสายตาด้วย “ความรู้สึกไม่แน่ใจ”....
.
.
.
.
บ้านเลขที่ 28/51 คือจุดหมายที่ห่างออกไปอีกไม่ไกล เสียงฝีเท้าที่เคยส่งเสียงเบาๆ ชะลออย่างช้าๆ จนกระทั่งหยุดลง
อีกครั้งที่ร่างสูงนั้นหยุดเดิน…
และก็เป็นอีกครั้งที่ร่างเล็กยังคงรักษาระยะห่างไว้เหมือนเดิมเช่นกัน
อีกครั้งที่ตาคมจ้องมองให้ร่างบางนั่นรู้ตัวว่าควรทำอะไร....
และก็เป็นอีกครั้งที่ดวงตาหวานซึ่งบวมช้ำจากการผ่านน้ำตามามากมายหลบสายตาด้วยการมองเปะปะไปทั่ว
อีกครั้งที่สีหน้าอ้อนวอนหันมาขอร้องให้คนสวยข้างหลังขึ้นมายืนข้างๆ.....
แต่นั่นก็เป็นอีกครั้งที่ร่างเล็กทำสีหน้าเฉยชา ไม่รับรู้อะไรทั้งสิ้น
แล้วจะให้มันเป็นอยู่อย่างนี้อีกกี่ครั้ง....
ขายาวไม่รอช้า เดินตรงรี่เข้าไปหาคนข้างหลังผู้ถูกจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัว ฝ่ามือเย็นชืดคว้าฝ่ามือเล็กๆ ที่เย็นไม่แพ้กันมากุมไว้อย่างแน่นหนา ต่อให้คนที่กำลังตกใจสลัดแรงแค่ไหนก็ไม่อาจจะเป็นอิสระได้ ....น่าแปลก...ทั้งๆ ที่มือของเราสองคนเย็นจนไร้ความรู้สึก...แต่กลับรู้สึกว่ามันอบอุ่นอย่างประหลาด...
.
.
.
.
.
สองมือจับกุมกันไว้ตลอดทางจนกระทั่งมาถึงรั้วไม้พุ่มสีเขียวเข้ม ประตูเหล็กดัดสีดำอยู่ในกรอบอิฐสีแดงส้ม มีป้ายที่ทำจากไม้สลักด้วยตัวเลขสีทองว่า 28/51 ติดไว้ด้านบนของออดไฟฟ้าสีน้ำตาล แสงสว่างเล็ดลอดออกมาจากหลังม่านสีฟ้าสดใสในขอบหน้าต่างสีขาวที่อยู่บนชั้นสอง มือเล็กล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงเพื่อหยิบโทรศัพท์มือถือเครื่องพอดีมือออกมา ทำให้นึกได้ว่าเครื่องมือสื่อสารของตัวเองนั้นแบตหมดไปเสียแล้ว จึงหันไปหาร่างที่ยืนอยู่ข้างกายแต่ก็ได้รับคำตอบเป็นการส่ายหน้าช้าๆ เท่านั้น ...แล้วจะทำอย่างไรดีหล่ะ?...
“พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ดีกว่าไหม? ” ร่างสูงเอ่ยแนะนำ
ใบหน้าสวยปฏิเสธด้วยการสั่นแรงๆ ก่อนที่จะเอ่ยว่า
“ฉันอยากคุยวันนี้ ไฟยังเปิดอยู่ แสดงว่าเขายังไม่นอน” ร่างบางชี้แจง
มือใหญ่จึงปล่อยการเกาะกุมออก ก่อนที่จะเดินไปหยิบก้อนหินก้อนเล็กๆ ขึ้นมา 2-3 ก้อน ปล่อยให้สายตางุนงงของแจจุงมองตามหลังไปอย่างใคร่สงสัย
“จะทำอะไรน่ะ? ” ร่างบางเอ่ยถาม
“ก็จะให้จุนซูออกมาคุยกับแจจุงยังไงหล่ะ”
มือใหญ่ขว้างก้อนหินที่เก็บมาไปบนกระจกใสบนชั้นสองที่รู้กันว่าเป็นหน้าต่างห้องนอนของจุนซู ด้วยความเป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอล เรื่องความแม่นยำนั้นคงไม่ต้องพูดถึง เสียงกระทบเบาๆ ดังขึ้นตามจำนวนก้อนหินที่เก็บมา ถึงแม้จะไม่ดังมาก แต่ก็ดังพอที่จะเรียกคนด้านในออกมาดูผู้รบกวนทั้งสองได้
และมันก็ได้ผล เมื่อม่านสีฟ้าสดค่อยๆ เลื่อนไปด้านข้างเผยให้เห็นใบหน้าของเพื่อนผู้แสนดี
จุนซูมีสีหน้าตกใจเล็กน้อยและดูเหมือนจะไม่ชอบใจเท่าไหร่นักกับการกระทำของสองคนข้างล่าง ใบหน้าของเขาดูเรียบเฉยเสียจนกลายเป็นไร้ความรู้สึก ....ยังมีหน้ามาให้ฉันเห็นอีกหรอ คิม แจจุง...
ร่างด้านบนส่งทอดสายตาเย็นชาลงมาก่อนที่จะกระตุกผ้าม่านให้ปิดแรงๆ โดยไม่แยแสสักนิดว่าเพื่อนที่กำลังสำนึกผิดด้านล่างจะรู้สึกยังไง
....แสงไฟที่เคยสว่างไสวภายในห้องที่คุ้นเคยดับลงไปทันทีที่ผ้าม่านปิดสนิท....
ถ้าเป็นเมื่อวาน....หากเจอสถานการณ์เช่นนี้น้ำใสๆ คงจะหลั่งออกมาเป็นแน่ แต่ตอนนี้แจจุงไม่เหลือน้ำตาและเรี่ยวแรงที่จะร้องไห้ออกมาอีกแล้ว เวลานี้แค่ลืมตาก็ดูเหมือนจะยากเกินทน สายตายังคงจับจ้องไปยังหน้าต่างบานเดิมราวกับว่าจุนซูจะโผล่ออกมาใหม่แล้วบอกว่าเรื่องเมื่อครู่นี้เขาล้อเล่น พรุ่งนี้ไปโรงเรียนด้วยกันนะ อะไรประมาณนั้น แต่หน้าหน้าสีขาวก็ยังคงปิดสนิทเช่นเดิม แจจุงจึงทำได้เพียงยืนหมดหวังและก้มมองปลายเท้าของตัวเอง
มือใหญ่เอื้อมมาลูบกลุ่มผมดำสนิทที่ลู่ลงอย่างช้าๆ ก่อนที่จะดึงร่างเล็กนั่นเข้ามาปลอบใจด้วยอ้อมกอดแสนอบอุ่น
...แต่มันอุ่นเกินไปหรือเปล่า??...
ร่างบางที่จมอยู่ในอ้อมแขนนั้นรับรู้ได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง อุณหภูมิที่สูงจนน่ากลัวแผ่ผ่านสู่ร่างที่อยู่ภายใต้สเวทเตอร์สีขาว แจจุงเพิ่งสังเกตได้ว่าใบหน้าคมนั้นซีดเซียวมากเพียงใด บวกกับร่างสูงๆ ของยุนโฮที่กำลังร้อนราวกับไฟจนทำให้แจจุงต้องผงะ หลังมือเล็กทาบลงไปบนหน้าผากของคนตัวสูงกว่าและของตัวเองเพื่อเทียบอุณหภูมิของเขากับยุนโฮ
“นายไม่สบาย ตัวนายร้อนจี๋เลย” ใบหน้าหวานแสดงสีหน้าห่วงใย
“ไม่เป็นไรหรอก แค่นี้เอง”
ยุนโฮพูดก่อนจะจับมือที่ทาบอยู่บนหน้าผากของเขาออก ท่อนแขนแกร่งสะท้อนกับแสงไฟข้างทาง จนทำให้แจจุงสังเกตอะไรเพิ่มได้อีกหนึ่งอย่าง
....แขนเสื้อสีเทาของยุนโฮมีของเหลวสีแดงข้นไหลซึมออกมาอย่างช้าๆ....
“ยุนโฮ แขนนาย!!!...” คำพูดที่ยังไม่จบดีแต่ร่างเล็กไม่สนใจที่จะพูดมันต่อไป เขาคว้าข้อมือของยุนโฮมาก่อนที่จะเลิกแขนเสื้อขึ้นเพื่อดูบาดแผล
“นายไปทำอะไรมา” ตอนนี้สีหน้าของคนที่สบายดีกำลังซีดพอๆ กับหน้าของคนป่วย ความไม่สบายใจเริ่มกัดกินไปทั่วจนหัวใจรู้สึกเบาหวิวอย่างประหลาด แต่ยังไม่ทันที่ร่างสูงจะพูดอะไร ร่างเล็กๆ ก็พูดสวนออกมาเสียก่อน
“บอกฉันมาสิ ยุนโฮ”
.
.
.
.
.
.
“แกไม่มีปัญญาหาผัวเองรึไง ถึงได้มาคาบของๆ คนอื่นเขา” เสียงหวีดแหลมตะโกนกรอกใส่โทรศัพท์ที่เพิ่งแย่งมาจากร่างสูงผู้ยืนห่างออกไปไม่ไกลนัก
“หยุดนะโพมี” เสียงทุ้มตะโกนห้ามหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงขอบระเบียง ซึ่งตั้งท่าพร้อมจะทิ้งตัวลงไปทุกเมื่อถ้าร่างนั้นเข้ามาใกล้ แต่ยุนโฮคงจะไม่ห่วงเท่าไหร่นักและเข้าไปแย่งโทรศัพท์จากเธอคนนั้นแน่นอนถ้านี่มันไม่ใช่ชั้นที่ 20 ของคอนโดหรูหรา
“หน้าด้าน!! อายฟ้าดินบ้างมั๊ย มานอนกกอยู่กับผู้ชาย น่าขยะแขยงที่สุด” เสียงสูงยังตะโกนใส่หูโทรศัพท์ไปเรื่อยๆ โดยไม่สนใจเสียงห้ามของชายหนุ่ม
“เธอเป็นบ้าไปแล้วหรอ” คงทำได้เพียงแต่ตะโกน เมื่อหญิงสาวผู้นั้นยังคงอยู่บนขอบระเบียง
“ไม่ทุเรศตัวเองรึไง" หญิงสาวยังคงด่าทอใส่โทรศัพท์อย่างเดือดดาล ในขณะที่ยุนโฮก็ยังคงตะโกนห้ามคำพูดหยาบคาบนั่นไปเรื่อยๆ แต่ยังคงไม่กล้าเข้าไปหาหญิงสาวผู้นั้น มันยังอันตรายเกินไปที่จะเข้าไปดึงเธอให้ออกมาจากระเบียง
“อย่ามาห้ามนะยุนโฮ” เสียงเล็กหันมาพูดกับชายผู้เป็นที่รัก
“ไม่สมเพชตัวเองเหรอที่ต้องมาเป็นชู้คนอื่น”โพมีตะโกนต่อว่าอีกฟังของสายด้วยความโกรธแค้นอย่างไม่ลดละ
“ฉันบอกให้หยุด” ความพยายามที่ต้องควบคุมโทสะไม่ให้มันมีสูงขึ้นเริ่มลดลงเรื่อยๆ เพราะคำพูดแต่ละคำที่เสียงแหลมๆ นั้นเปล่งออกมา
“ไม่” โพมีแผดเสียง และหันกลับไปพูดกับโทรศัพท์
"อย่างแกก็แค่ที่ระบายความอยากเท่านั้นแหละ”
“...เลิกบ้าได้แล้วโพมี หุบปากซักที..” นิ้วมือที่รวบเข้าหากันกำแน่น บ่งบอกว่ายุนโฮเริ่มโมโหเกินที่จะควบคุมตัวเองต่อไปแล้ว เขาไม่สนใจที่จะห่วงสวัสดิภาพของหญิงสาวตรงหน้า ขายาวสาวเข้าไปหาร่างอ้อนแอ้นนั้นอย่างรวดเร็วก่อนที่จะรวบให้โพมีลงมานอนกองกับพื้น
“ชู้อย่างนั้นหรอ แจจุงไม่ได้เป็นชู้ของใครทั้งนั้น ในเมื่อเราสองคนไม่ได้เป็นอะไรกันนะโพมี เธอได้ยินไหมว่าเราไม่ได้เป็นอะไรกัน ตื่นสักที!!!”
สายของโทรศัพท์ถูกตัดไปนานแล้ว ร่างเล็กของหญิงสาวดิ้นพล่านราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง ใบหน้าบูดเบี้ยวร้องไห้ฟูมฟายอย่างไร้สติ ร่างสูงจับร่างที่ไม่อยู่เฉยกดลงกับพื้น เพื่อแย่งโทรศัพท์ที่มือเล็กกำไว้แน่น แต่ร่างของโพมีกลับหลุดจากการยื้อยุดนั้นออกมาได้
“รักมันมากนักใช่ไหม ก็ดี....ถ้างั้นก็ไม่ต้องคงไม่ต้องคุยมันหรอก” ทันทีที่สิ้นเสียงวัตถุที่เคยอยู่ในมือก็ลอยข้ามระเบียงลงไป ยุนโฮทำได้แต่มองตามเครื่องมือสื่อสารที่บัดนี้ตกลงสู่พื้นด้านล่างเรียบร้อยแล้ว
“เธอทำอะไรของเธอ ทำไมเธอถึงเป็นคนแบบนี้ เธอมันเสียสติไปแล้วโพมี ” มือใหญ่จับไหล่บางเขย่าแรงๆ อย่างเหลืออด
“ใช่สิ ฉันมันไม่ได้ดีเหมือนมัน พวกแกมันก็วิปริตกันทั้งคู่นั่นแหละ” โพมีปัดแขนที่วางอยู่บนบ่าออกแรงๆ
“อย่าว่าแจจุงอย่างนี้นะ”
หญิงสาวมองหน้าคนที่เธอรักอย่างเจ็บปวด ...ฉันไม่เคยอยู่ในสายตาของนาย...
“ไปตายซะจุง ยุนโฮ” ก่อนที่จะผลักร่างใหญ่ของยุนโฮให้พ้นทางแล้ววิ่งกลับเข้าไปใน
.
.
.
.
1 เดือนก่อน...
วันที่ 12 มกราคม 2551
“เมื่อไหร่เธอจะเลิกเกาะแกะฉันเสียที” เสียงตวาดซึ่งดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติไปเสียแล้วเมื่อทั้งสองคนอยู่ด้วยกันเพียงลำพัง
“ทำไมหล่ะ ก็ฉันชอบยุนโฮนี่นา” คำบอกรักหลุดออกมาอย่างง่ายดาย
โพมีและยุนโฮ จะว่าไปก็เหมือนกิ่งทองใบหยกเสียกระมัง พ่อแม่ของทั้งสองคนรู้จักกัน สองคนนี้ก็เลยรู้จักกันไปด้วยตามปริยาย โพมีเป็นสาวสวย ยุนโฮเป็นหนุ่มหล่อ ใครๆ ก็ว่าเขาสองคนเหมาะสมกัน และไม่ว่าจะเห็นยุนโฮที่ไหนก็ต้องเห็นโพมีติดสอยห้อยมาตามด้วยทุกที จนทุกคนคิดว่าเขาสองคนมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งมากกว่าคำว่าเพื่อนแน่นอน
“แต่ฉันไม่ได้ชอบเธอ!!!” ยุนโฮกะโตนใส่ใบหน้าสวยๆ นั่นอย่างไม่เกรงใจ
แต่ความจริงมันผิดตรงที่ว่า...ไม่สิ มันผิดทั้งหมดนั่นแหละ ยุนโฮไม่เคยคิดอะไรกับโพมีเกินกว่าเพื่อน มันถูกแค่พ่อแม่ของเขารู้จักกัน
“เธอทำตัวย่างนี้คนอื่นก็เข้าใจผิดหมดน่ะสิว่าเราเป็นแฟนกัน” มือทั้งสองพยายามแกะแขนเล็กๆ ที่รัดแขนของตัวเองแน่น
“ไม่เห็นเป็นไรเลย ยุนโฮก็ไม่ได้ชอบใครซะหน่อย” เงียบกันไปสักพัก ไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดจากริมฝีปากบนใบหน้าคมที่กำลังหันไปด้านนอกหน้าต่างราวกับว่ามีอะไรน่าสนใจ เห็นพิรุธบางอย่างบนสีหน้าเรียบเฉยนั้น คำถามจึงถูกยิงออกมา
“หรือว่านายชอบใครอยู่?” น้ำเสียงบีบเค้นเอาคำตอบ
“เธอจะรู้ไปทำไม” ร่างสูงไม่ยอมพูดให้ตรงประเด็น
“ฉันต้องรู้!!” แขนเล็กกระชากแขนแกร่งที่เท้าคางอย่างเฉยชา สายตาแข็งกร้าวจ้องแววตาหงุดหงิดอย่างเอาเป็นเอาตาย
“ก็ได้ๆๆ ก็ใช่น่ะสิ ฉันมีคนที่ชอบแล้ว พอใจรึยัง” น้ำเสียงบ่งบอกความไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นักในการตอบ
....เมื่อก่อนฉันอาจจะเคยชอบเธอ ฉันเคยคิดว่าเธอน่ารักดี แต่ ณ ตอนนี้มันไม่ใช่แบบนั้นแล้วโพมี...
“ใคร??? มันเป็นใคร” ระดับเสียงเริ่มดังขึ้นเป็นระยะๆ
“ทำไมต้องหยาบคายด้วยโพมี” ร่างสูงหันมาดุกิริยาที่ไม่เหมาะสมของเพื่อนสาว
“บอกฉันมานะยุนโฮ มันเป็นใคร” มือเล็กเขย่าร่างโปร่งพร้อมทุบตีจนยุนโฮเริ่มหมดความอดทนและรวบมือทั้งสองข้างของโพมีไว้ ใบหน้าหล่อเหลายื่นมาใกล้กับใบหน้าสวยหวานนั้นก่อนที่จะเฉลยคำตอบที่โพมีเฝ้าคอย
“คิม แจจุง” และเมื่อเห็นสีหน้าที่มุ่นคิ้วน้อยๆ ของโพมี ยุนโฮจึงขยายความต่อไปว่า...
“คนที่เราเจอที่ห้องสมุดเมื่อ 5 เดือนก่อน” ...ที่อีกสองเดือนต่อมาฉันก็จับเขากดยังไงหล่ะ....
“ยุนโฮ นายจะบ้าหรอ นั่นมันผู้ชายนะ” ดวงตาของโพมีเบิกโตเมื่อระลึกถึงหนุ่มแว่นที่ห้องสมุดนั่นได้
“ไม่บ้าหรอก ฉันชอบเขาจริงๆ เพราะฉะนั้น เธอเลิกมายุ่งวุ่นวายกับชีวิตฉันได้แล้ว” พูดพร้อมกับปล่อยมือทั้งสองของโพมีออก แต่เหมือนคำพูดแต่ละคำมันไม่ได้ซึมผ่านเข้าไปในโสตประสาทของคนสวยนั้นเลย ยุนโฮเอ่ยจึงย้ำอีกครั้ง
“ฉันพูดจริงๆ นะโพมี ฉันรักเขา” ร่างสูงจ้องมองสายตาที่จับต้นชนปลายไม่ถูกของโพมีอย่างจริงจัง แววตาแน่วแน่ทำเอาโพมีรู้สึกเหมือนกับมีใครเอาไม้หน้าสามมาตีแสกหน้าที่งุนงงนี้
“แล้วฉันหล่ะ” น้ำเสียงสั่นเครือ
“เราสองคนเป็นแค่เพื่อนกัน และมันก็จะไม่มีทางที่จะเป็นอะไรมากกว่านั้น”
คำพูดที่ตัดสัมพันธ์ให้ขาดสะบั้นอย่างไม่ใยดี....ที่ผ่านมาฉันไม่เคยอยู่ในใจของนายเลยอย่างนั้นสิ...น้ำตาเริ่มรื้นเกาะขอบตาที่ทาอายไลน์เนอร์สีเข้ม ความสับสนและความเสียใจประดังเข้ามาพร้อมๆ กัน คำพูดที่ได้ฟังได้เสียดแทงหัวใจดวงนี้ให้แหลกละเอียด โพมียกมือกุมขมับสักพักก่อนที่จะพูดว่า...
“ฉันขอเวลาเดือนนึง”
...ก่อนร่างเล็กๆ ของหญิงสาวจะเดินลับสายตาไป
.
.
.
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2551
เวลา 9.31 น.
อากาศเย็นๆ บวกกับแสงแดดที่ถูกบดบังด้วยกลุ่มของก้อนเมฆหนาช่างขัดกับอารมณ์สดใสของร่างสูงซึ่งกำลังผิวปากอย่างเป็นสุขนี้อย่างสิ้นเชิง
อีกครึ่งชั่วโมงเวลาแห่งความสุขก็จะมาเยือน ยิ่งคิดได้ดังนี้ขาวยาวๆ ก็ยิ่งสาวเร็วขึ้นอีกเท่าตัว
“รอก่อนนะแจจุง วันนี้แหละฉันจะขอนายเป็นแฟนให้ได้” ยุนโฮพูดกับตัวเองด้วยใบหน้าที่เปื้อนยิ้มก่อนจะออกวิ่งอย่างกระตือรือร้น
แต่โทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดันดังขึ้นเสียก่อน มือหนาจึงล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ในใจก็คิดว่าอาจจะเป็นแจจุงก็ได้ที่ส่งข้อความมา แต่ใบหน้าระรื่นนั้นก็ต้องหุบยิ้มทันทีเมื่อเห็นเจ้าของข้อความปรากฏอยู่บนหน้าจอ
โพมี...
“มาหาฉันหน่อยสิยุนโฮ
มาหาฉันเถอะนะ ได้โปรด
.
.
.
.
เพราะนี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราคุยกันก็ได้...ถ้านายไม่มา”
ความตระหนกกับข้อความแปลกๆ ที่โพมีส่งมาทำเอาขาสองข้างสะดุดกึก สมองควรสั่งการว่าจะต้องทำอย่างไรต่อจากนี้แต่ในหัวมันกลับขาวโพลน ..เธอจะมาล้อเล่นอะไรตอนนี้เนี่ย...ขาวยาวๆ ยังคงเดินไปตามจุดหมายต่อไป สวนสนุกอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร อีกแค่นิดเดียวเขาก็จะได้พบคนที่เขารักแล้ว แต่....
ร่างสูงหันหลังกลับอย่างรวดเร็ว ใบหน้าหันไปคนละทางกับจุดหมายในตอนแรก ....ก่อนที่จะออกวิ่งอย่างสุดแรง
...บ้าชะมัด....
.
.
.
.
.
.
.
.
ประตูคอนโดสีขาวผางออกอย่างรวดเร็ว ร่างที่โชกชุ่มด้วยเหงื่อก้าวเข้ามาอย่างโทสะ ร่างเล็กที่อยู่เบื้องหลังประตูกระโจนโอบรัดผู้มาเยือนแน่นด้วยความดีใจ
“ยุนโฮนายกลับมาหาฉันจริงๆ ด้วย” เสียงอู้อี้ดังจนฟังไม่ได้ศัพท์
“อะไรของเธออีก ฉันกำลังรีบเธอก็รู้” เสียงทุ้มถามอย่างรำคาญใจพร้อมกับปลดเปลื้องท่อนแขนเรียวที่เกาะอยู่บนร่างกายของตนเอง
“ถ้าหมอนั่นมันสำคัญขนาดนั้นแล้วนายมาหาฉันทำไม” คำพูดประชดประชันกระตุ้นความโมโหที่มีอยู่แล้วให้เพิ่มมากไปอีก
“ฉันไม่ได้อยากมาสักนิด แต่ใครหล่ะที่พูดว่า ....นี่อาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราคุยกันถ้าฉันไม่มา... ฉันเลยคิดว่าเธอจะฆ่าตัวตายน่ะสิ” ร่างสูงร่ายคำพูดยาวเป็นพรืดด้วยความหงุดหงิด คิ้วหนาขมวดเข้าหากันแน่นด้วยความโมโห
...ทำไมฉันถึงไม่ไปหาแจจุงเลยนะ ไม่น่าย้อนกลับมาเลย ให้ตายสิ....
“ถ้าฉันไม่บอกว่าจะตายนายก็ไม่มาใช่ไหม? ” แววตาเจ็บปวดส่งทอดมาหาสายตาขุ่นมัว
“ใช่ ฉันคงไม่มีทางมาเหยียบที่นี่อีกเป็นครั้งที่สองหรอก ถ้าเธอไม่ส่งข้อความแปลกๆ นั่นมา” ร่างสูงเริ่มตะโกนอย่างหัวเสีย
“เธอบอกว่าขอเวลา 1 เดือนฉันก็ให้เธอ แล้วเธอยังจะเอาอะไรอีก” หลังสิ้นเสียงร่างสูงก็หันหลังควับอย่างไม่สนคนข้างหลังว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาต่อล้อต่อเถียง เขาเสียเวลามามากพอแล้ว แจจุงกำลังรอเขาอยู่ที่สวนสนุก แต่...
ร่างเล็กวิ่งตามร่างที่เดินออกไปอย่างรวดเร็วก่อนที่จะเข้าเกาะท่อนขายาวนั้นจนยุนโฮไม่สามารถเดินต่อไปได้
“ฉันรักนายนะยุนโฮอย่าทิ้งฉัน ฉันเคยสำคัญไม่ใช่หรอ” เสียงสะอื้นเพิ่มขึ้นไปอีก แต่ดูเหมือนจะยิ่งทำให้ร่างสูงนั้นรู้สึกสมเพชมากกว่า
“ใช่ เธออาจจะเคยสำคัญ ฉันอาจจะเคยเอ็นดูเธอเพราะพ่อแม่ของเราสองคน แต่เราก็ไม่เคยเป็นอะไรกัน”
“แต่ฉันคิดเสมอว่าฉันเป็นแฟนกับนาย”
“ไม่....เราไม่ได้เป็นอะไรกันตั้งแต่แรกแล้วโพมี ฉันไม่เคยพูดสักคำว่าเธอเป็นแฟนฉัน” ยุนโฮก้มตัวลงไปทำให้ขาของเขาเป็นอิสระ
“เธอมีเรื่องแค่นี้ใช่ไหม ส่วนฉันไม่มีอะไรจะพูดกับเธออีกแล้ว ลาก่อนโพมี”
ปัง!! เสียงประตูสีขาวที่เพิ่งเปิดออกถูกปิดลง เบื้องหลังมีหญิงสาวที่ร้องไห้ฟูมฟาย ความเสียใจเป็นอย่างไรโพมีเพิ่งจะได้รู้ซึ้งก็วันนี้
.
.
.
.
“ฮัลโหล ยุนโฮ..!!” เครือเสียงดีใจดังขึ้นทันทีที่สัญญาณเชื่อมได้ติด
“แจจุงหรอ ตอนนี้นายอยู่ที่ไหน” ตอนนี้ยุนโฮรู้สึกดีใจมากที่ได้ยินเสียงของแจจุง มันรู้สึกดีมากจริงๆ เมื่อเทียบกับเมื่อครู่ที่เขาต้องทนฟังเสียงโพมี
“ฉันอยู่ที่สวนสนุกแล้ว อยู่ตรงน้ำพุหน้าประตูทางเข้า”
ในขณะเดียวกันที่ยุนโฮไม่รู้สึกตัวว่ามีใครเดินตามมาข้างหลัง เขาก็ยังคุยกับอีกฝั่งของสายอย่างสบายใจ
“งั้นรออยู่ตรงนั้นก่อนนะ แล้วฉันจะรีบไป”
“ เอามานี่นะยุนโฮ”
โพมีวิ่งเข้ามาแย่งโทรศัพท์จากยุนโฮจากด้านหลัง
“อ๊ะ..อย่าสิ..ฉันกำลังคุยโทรศัพท์”
แต่ดูเหมือนจะไม่สำเร็จเมื่อโทรศัพท์ยังอยู่ในมือของร่างสูง
“นายคุยกับหมอนั่นอยู่ใช่มั๊ย”
และเสียงหวีดแหลมดังๆ นั่นสามารถทำให้อีกฝั่งของสายรู้ว่ามีใครอีกคนอยู่บริเวณนั้น
“มันเรื่องของฉันนะ…เธอไม่เกี่ยว!!!”
แขนยาวสะบัดอีกร่างที่ดูราวกับกับคนเสียสติ สายตาที่ฉายแววคลุ้มคลั่งทำให้ยุนโฮต้องรีบวางโทรศัพท์
“รอฉันก่อนนะ อย่าเพิ่งกลับ”
แล้วสายก็ตัดไป....
.
.
.
.
ร่างของหญิงสาวที่เพิ่งวิ่งกลับมาจากระเบียงมุ่งตรงไปยังห้องครัวผ่านห้องโถงที่เฟอร์นิเจอร์มากมายเรียงรายอยู่ ร่างสูงวิ่งตามหญิงสาวผู้นั้นเข้ามาติดๆ และภาพที่เห็นก็คือ...
มือข้างหนึ่งถึงของมีคมเล่มใหญ่ มืออีกข้างชูขึ้นมาพร้อมที่จะรับความคมกริบบนใบมีด น้ำตามากมายไหลอาบพวงแก้ม ดวงตาแดงก่ำราวกับสีเลือด ริมฝีกปากและร่างกายสั่นตามแรงสะอื้น ....แต่สีหน้าคนที่อยู่อีกฝั่งของประตูห้องครัวกลับซีดเผือด
“โพมีเธอจะทำอะไร” เสียงทุ้มตะโกนอย่างตกใจ
“บอกมาสิยุนโฮ พูดสิว่าเธอรักฉัน” เสียงแหลมตะโกนกลับจนแหบแห้ง
“โพมี ใจเย็นๆ อย่าทำแบบนั้นนะ ค่อยๆ คุยกันสิ” ยุนโฮพยายามห้ามการกระทำของหญิงสาวตรงหน้า แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ผล
“พูดสิ!!” เสียงแหบๆ นั่นออกคำสั่ง และเมื่อเห็นว่าริมฝีปากของอีกฝ่ายไม่ยอมขยับเขยื้อนหญิงสาวจึงตะโกนไปอีกครั้ง
“ฉันบอกให้พูด บอกกับฉันว่านายรักฉัน...ฮือ..ฮือๆๆ” เสียงร้องไห้คร่ำครวญเริ่มดังขึ้น แต่ร่างสูงก็ยังคงไม่พูดอะไร ทั้งความตกใจ ความประหวั่นมันปนเปกันไปหมด เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรทำอย่างไร ขายาวค่อยๆ สืบเข้าไปช้าๆ เพื่อจะแย่งมีดที่อยู่ในมือ
“...แค่พูดว่ารักฉันนายยังไม่ยอมพูดเลย มันยากขนาดนั้นเลยหรอยุนโฮ....”
แต่ดูเหมือนมันจะช้าเกินไป คมมีดกดทาบลงบนข้อมือเล็กอย่าไม่ปรานี โลหะมันวาวเชือดเฉือนไปมา ของเหลวสีแดงขุ่นข้นพุ่งทะลักออกมาอย่างช้าๆ ยุนโฮรีบพุ่งตัวไปห้ามร่างของหญิงสาวที่ทรุดลงกับพื้น
“โพมี….!!!!”
.
.
.
To Be Continued
[[QA Digestion]]
Q : ทำไมแจจุงถึงอยากไปสวนสนุก?
A : เพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยได้เดทกับยุนโฮแบบคู่รักธรรมดาเลยน่ะสิคะ เอะอะก็เตียงๆ หนูแจจุงก็เลยใฝ่ฝันที่ได้ไปเที่ยวกับยุนโฮ และที่เป็นสวนสนุกเพราะมันสิ้นคิดดีค่ะ
Q : เพื่อนที่ไร้ตัวตนคืออะไร?
A : ถามกันเข้ามาเยอะเหมือนกัน ที่จริงเราแค่เปรียบเทียบเฉยๆ ค่ะว่าจุนซูไม่ได้อยู่ตรงหน้าแจจุง แจจุงพูดกับโทรศัพท์ใช่ไหมหล่ะคะ แล้วคำว่าเพื่อนในตอนนั้นก็ดูเหมือนจะใช้ไม่ได้เพราะทั้งสองคนกำลังโกรธกันอยู่ เพราะฉะนั้น ไร้ตัวตนก็คือไม่ได้อยู่ตรงนั้นค่ะ ไม่ต้องตกใจ
Q : ใครๆ ก็ว่าแจใจอ่อน
A : ก็คนแต่งมันใจอ่อนนี่ค่ะ ทำไงได้ อิอิ ไม่ช่ายยย ...เพราะมันเป็นนิสัยยังไงหล่ะคะ แจจุงเป็นคนที่มีนิสัยใจอ่อนค่ะ แล้วก็อย่างที่หลายๆ คนพูด เพราะรักยังไงหล่ะคะ 555
Q: ทำไมต้องมีพาร์ท Key
Key แปลว่า ...1)กุญแจ 2)สำคัญ ก็ตามนี้แหละค่ะ เป็นพาร์ทที่เป็นกุญแจไขทุกอย่างให้กระจ่างและเรื่องสำคัญต่างๆ ก็อยู่ในพาร์ท Key เนี่ยแหละค่ะ
**ใครมีอะไรอยากถามก็ Q : แล้วพิมพ์ตามด้วยคำถามมานะคะ
เก่งจิงๆเพื่อนช้าน
#1 By ChoCo_BaNa (118.174.40.176) on 2008-04-06 16:24