[FIC]My Only Love{Sad love story} EP.II [1]

posted on 11 Feb 2008 23:21 by bananajunk  in FICTION

ความรักคืออะไร.......คุณรู้ไหม?? 

มีหลายๆ คนที่เคยให้คำจำกัดความของคำๆ นี้  คำว่ารัก

เมื่อได้ยินคำหวานคำนี้  สิ่งที่ผุดเข้ามาในหัวคืออะไร 

.... ความเข้าใจ...การเชื่อใจ...การเอาใจใส่....การเสียสละ....การอดทน....การให้อภัย....หรืออะไรก็ตามแล้วแต่บุคคลกันไป    

บางคนบอกว่าความรักมันไม่มีนิยาม   คุณค่าของความรักไม่ได้อยู่ที่คำจัดกัดความหรือถ้อยคำสวยหรู  ความรักก็คือความรัก  มันอยู่ที่การกระทำ  หรือบางคนอาจจะบอกว่าความรักคือการให้   ให้โดยไม่หวังอะไรตอบแทน   การให้โดยไม่หวังผลตอบแทน  

 แท้จริงแล้วมันไม่จริงหรอกที่จะให้โดยไม่หวังอะไรเลย  อย่างน้อยเราก็หวังว่าคนที่ได้รับมีความสุขไม่ใช่หรอ 

และตอนนี้เรื่องราวความรักที่ไม่เคยมีใครรู้  เรื่องราวที่ถูกซ่อนงำมานาน  กำลังจะถูกเปิดเผย  เรื่องราวความรักที่บอกว่าคือการให้   จะไม่บอกว่าให้โดยไม่หวังผลตอบแทน เพราะให้เพื่อหวังให้คนที่รักมีความสุข  แต่จะบอกว่าการให้ครั้งนี้   เป็นการ ให้จริงๆ    ให้ในทุกๆ อย่าง  แม้กระทั่งชีวิตทั้งชีวิต... 

 

 

 

 --*+ My only love +*--

[Sad love story] Ep.II Mic+Xiah (part 1)

By ….Bananajunk (ลิงเผือก)

Title….Piece  of  memory….ชิ้นส่วนแห่งความทรงจำ.... 

 

มันจะดีหรอ ยูชอน  มันไม่ดีเลยนะที่ทำแบบนี้ เสียงเล็กดังประท้วงเพื่อห้ามปรามคนตัวโตกว่า 

ไม่เป็นไรหรอกน่าคำตอบนี้บอกให้รู้ว่าคนถูกห้ามไม่ได้สนใจประโยคก่อนหน้านี้เลยสักนิด 

แล้วถ้าเกิดใครมาเห็นเข้าจะทำยังไงล่ะ?  อีกเสียงที่แฝงแววหวาดระแวงเอ่ยถาม 

ไม่มีใครมาเห็นหรอก  ป่านนี้แล้ว  ไม่มีใครเค้าเดินมาหรอกจุนซู  แต่ก็ดูเหมือนคำพูดนี้ มันไม่ได้ช่วยทำให้อะไรดีขึ้นกว่าเดิมสักเท่าไหร่  เมื่อดูจากสายตาที่ยังลังเลของจุนซู   ยูชอนจึงเอื้อมมือของตัวเองไปกุมมือเล็กนั้นไว้อย่างหลวมๆ  ทำให้สีหน้าซีดเผือดของจุนซูซับสีเลือดขึ้นมาบ้าง 

ไม่ต้องห่วงนะจุนซู เราไม่ให้ใครทำอะไรจุนซูหรอก  เราจะปกป้องจุนซูเอง น้ำเสียงที่มุ่งมั่นทำให้เลือดภายในร่างกายพลุ่งพล่าน ตอนนี้หัวใจของจุนซูเต้นแรงจนกลัวว่าคนข้างๆ จะได้ยิน  และเขาก็ได้ยินจริงๆ ด้วย  ใบหน้าที่แดงเป็นมะเขือเทศของจุนซูทำเอายูชอนต้องอมยิ้มอย่างช่วยไม่ได้กับความน่ารักของเจ้าตัวเล็ก 

ร่างเล็กๆ สองร่างที่แอบย่องออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกรำพร้ากลางดึกพากันจูงมือลัดเลาะต้นไม้เพื่อเข้าไปในโบสถ์ที่เงียบสงัดยามราตรี  ทำให้มองเห็นเป็นเงาตะคุ่มเมื่อมองมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเล็กๆ ที่อยู่ถัดจากโบสถ์ไปประมาณ 300 เมตร   แสงจากพระจันทร์เต็มดวงสาดส่องลงมา และมันก็สว่างพอที่จะช่วยให้ทั้งสองคนมองอะไรต่างๆ เบื้องหน้าได้ชัดเจนขึ้น   

มือเล็กๆ สองคู่ช่วยกันผลักประตูบานใหญ่ออกอย่างทุลักทุเล  เพียงไม่นานนักประตูกหนักๆ ก็เปิดออก เผยให้เห็นภายในโบสถ์ที่ไม่ได้ผิดแผกจากที่อื่นเท่าไหร่   โบสถ์หลังนี้ถูกสร้างจากเงินบริจาคของชาวบ้านที่ศรัทธาศาสนาคริสต์ในละแวกนั้น  เก้าอี้ไม้หลายตัวถูกวางเรียงรายไว้สำหรับผู้ที่เข้ามาสวดมนต์ในวันอาทิตย์  มีสถาปัตยกรรมซึ่งบ่งบอกศาสนาตั้งอยู่มากมาย  รูปปั้นของพระเยซูคริสต์  พระแม่มารี  รวมทั้งนักบุญต่างๆ ในอากัปกิริยาที่แตกต่างกันตั้งอยู่ทั่วไป  ผนังรอบๆ โบสถ์มีภาพวาดด้วยสีน้ำมันซึ่งบอกเล่าประวัติศาสตร์เรื่องราวของคริสตจักรและบุญบารมีของพระจีซัสซึ่งอาจผุกร่อนไปบ้างตามกาลเวลา ด้านในสุดของตัวโบสถ์มีแท่นสำหรับบาทหลวงที่มานำสวดตั้งตระหง่านอยู่  และถัดมาก็จะพบ Spinet Piano สีน้ำตาลตั้งอยู่ด้านหน้าข้างแท่นสำหรับอ่านบทอ่านเพื่อใช้บรรเลงดนตรีให้กับชาวคริสต์ที่ช่วยกันเปล่งเสียงประสานดังก้องทั่วโบสถ์ชวนให้เคลิบเคลิ้ม   บาทหลวงในชุดขาวขลิบดิ้นทองที่คอยดำเนินการพิธีมิซาเป็นชายสูงอายุ 2-3 คน ที่มีรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา  ปลายนิ้วมือที่เปื้อนความชั่วร้ายจากโลกภายนอก บรรจงแตะตรงกลางระหว่างหน้าผาก  ก่อนที่จะเลื่อนไปที่กลางหน้าอก  และย้ายไปที่ไหล่ข้างซ้ายและจบด้วยด้านขวา  เดชะพระนามพระบิดา พระบุตร และ พระจิต  เสียงที่เปล่งออกมาเพื่อแสดงศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้า บทอ่านที่ถูกเปล่งออกมาแต่ละครั้งชวนให้จิตใจอันฟุ้งซ่านของมนุษย์สงบสุขลง  อาเมน คำตอบรับของการมีความหวังยังคงดังไปทั่ว   คำสอนที่เปล่งออกมาเพื่อให้เราหวนคิดกลับมาถึงตัวเอง การมาโบสถ์แต่ละครั้งก็เหมือนกับการมาชำระล้างจิตใจในแต่ละสัปดาห์เพราะจิตใจของคนนั้นคุกรุ่นไปด้วยกิเลสตัณหาไม่จบสิ้น  อยู่ที่มากน้อยต่างกันไปเท่านั้นเอง.....พระเจ้าประทานความรักและความหวังให้พวกเราเสมอ..... 

ในที่สุดขาน้อยๆทั้งสองคู่ก็เข้ามายืนอยู่ในตัวโบสถ์จนได้ 

จุนซูหลับตาก่อนสิ เสียงเล็กๆ ของยูชอนเอ่ยขอร้อง

 

ทำไมล่ะ  คนตัวเล็กเอียงคอถามอย่างสงสัย  คิ้วที่ขมวดเข้าหากัน  ทำให้จุนซูดูน่ารักเข้าไปอีกเป็นกอง

 

ก็ยูชอนอยากให้จุนซู Surprise นี่นา สายตาออดอ้อนเล็กๆ ที่ส่งมา ทำให้จุนซูต้องยอมจำนนในที่สุด

 

มันมืดจังเลยยูชอน เครือเสียงแลประหม่าเล็กน้อย

 

จุนซูจับมือยูชอนไว้นะ ไม่ต้องกลัวหรอก  เดี๋ยวยูชอนจะนำทางให้จุนซูเอง  ไม่พูดเปล่า  มือเล็กที่แกร่งกว่าเอื้อมไปจับมือนุ่มแล้วพาเดินไปยังเปียโนสีน้ำตาลที่ตั้งอยู่ด้านใน  มืออีกข้างของจุนซูเกาะแขนของยูชอนแน่น ทำให้ยูชอนต้องแอบอมยิ้มยกใหญ่   แล้วค่อยๆ พาร่างเล็กไปยังจุดหมาย  บ่าของจุนซูถูกมือของยูชอนกดลงให้นั่งบนเก้าอี้เปียโนที่ใหญ่พอสำหรับเด็กทั้งสองคน ก่อนที่ตัวเองจะนั่งลงข้างๆ

 

ลืมตาได้รึยังล่ะ ยูชอน? จุนซูถามเมื่อรู้สึกว่าตัวเองนั่งเรียบร้อยแล้ว  แต่ก็ไม่ได้ยินเสียงตอบรับใดจากคนที่พาเขามานั่งที่นี่  แต่กลับได้ยินเสียงเปียโนเบาๆ ที่ดังขึ้นเป็นเพลง  แม้ว่าจะเป็นการเล่นอย่างกระท่อนกระแท่น  แต่ก็เรียกรอยยิ้มจากคนตัวเล็กที่นั่งข้างๆ ได้เป็นอย่างดี  นิ้วเล็กทั้งสองข้างบรรจงกดน้ำหนักลงบนลิ่มสีขาวอย่างตั้งใจ   เพลงโปรดของทั้งสองคนถูกบรรเลงขึ้นอย่างช้าๆ ท่ามกลางคืนเดือนเพ็ญอันเงียบเชียบ  แสงจันทร์ที่ทอผ่านกรุหน้าต่างหลากสีที่มีเหล่าทวยเทพที่ต่างพากันร่ายรำลงมานั้นราวกับสปอร์ตไลท์ที่ส่องแสงให้กับนักแสดงบนเวที   ฉากหลังของเวทีน้อยๆ แห่งนี้เป็นห้องสารภาพบาปอันเป็นเครื่องชำระล้างจิตใจของชาวคริสต์ทั้งมวล บรรดาโน้ตเพลงที่ไหลผ่านนิ้วของยูชอนอาจจะขาดๆ หายๆ  ไม่ต่อเนื่อง  อาจเพราะความตื่นเต้น  ทำให้จุนซูอดไม่ได้ที่จะหยอกล้อคนตัวโตอย่างสนุกสนาน 

 

สุขสันต์วันเกิดนะจุนซู  นักเปียโนมือสมัครเล่นพูดอย่างเขินๆ  เมื่อสิ้นเสียงเพลงพลางเอามือเกาหัวจนผมฟู  ทำเอาจุนซูอดขำไม่ได้กับอาการของคนตรงหน้า  ใบหน้าที่แดงก่ำแม้จะเห็นไม่ชัดเพราะความมืด  แต่ก็รู้ได้ว่ายูชอนกำลังเอียงอาย  ช่างไม่เข้ากับเจ้าตัวเลย   จุนซูค่อยๆ เขยื้อนตัวเข้ามาใกล้ๆ ยูชอนมากขึ้นก่อนที่จะฝังริมฝีปากของตัวเองกับแก้มยูชอน และหันไปนั่งก้มหน้างุดเป็นมะเขือเทศแทน

 

ขอบคุณนะ เสียงอู้อี้จากมะเขือเทศตัวน้อย  ทำให้ยูชอนรู้สึกหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้งกับการแอบซุ่มซ้อมเปียโนเป็นอาทิตย์โดยที่ไม่ให้จุนซูรู้    

 

จุนซูชอบของขวัญที่ยูชอนให้ไหม?

 

ชอบสิ  เป็นของขวัญที่ดีที่สุดในโลกเลย จุนซูพูดพร้อมกับพยักหน้าแรงๆ แล้วยิ้มจนตาปิด

 สองร่างที่อิงแอบกันอย่างมีความสุขภายใต้แสงจันทราสีนวล สองมือที่จับกันไว้ทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่นซ่านไปทั่วร่างกาย  อุณหภูมิของค่ำคืนนี้เย็นเยียบแต่ทั้งสองก็ไม่รู้สึกสะท้านแม้แต่น้อย  เสียงหัวเราะของคนสองคนที่ก้องกังวานไปทั่วตัวโบสถ์เป็นสัญลักษณ์แห่งความปิติแห่งค่ำคืนนี้   อยากให้ช่วงเวลานั้นเนิ่นนานต่อไปไม่มีวันจบสิ้น  ช่วงเวลาแห่งความสุข  ความทรงจำที่ฝังลึกอยู่ในจิตใจ ไม่มีวันเลือนราง ดีใจจริงๆ ที่ได้เกิดมา แม้จะไม่มีพ่อแม่เหมือนคนอื่นๆ แค่มีเพียงเราสองคน  แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว…..

////////////////////////////////////////////////

 

แกร๊ง...แกร๊ง.....จานที่กระทบกันแอบส่งเสียงเบาๆ อยู่ในห้องครัวของร้านอาหารแห่งหนึ่ง  มือเล็กที่ง่วนกับการล้างจานมาตั้งแต่ชั่วโมงที่แล้วเริ่มเปื่อยซีด  ดวงตาเรียวที่คอยเหลือบมองนาฬิกาซึ่งติดผนังอยู่ด้านหลังเป็นระยะๆ ดูคร่ำเคร่ง และนี่ก็เป็นครั้งที่ 7 ที่จุนซูหันมามองเครื่องบอกเวลาเรือนนี้  ตอนนี้เข็มยาวหยุดอยู่ที่เลข 11 บอกให้รู้ว่าอีก 5 นาที  เขาก็จะไม่ต้องล้างจานแล้ว

 

อ๊า...ใบสุดท้ายสักที จุนซูพึมพำกับตัวเองด้วยความดีใจ  และในที่สุดงานของวันนี้ก็เสร็จไปอีกหนึ่งอย่าง

 

จุนซูยังไม่ได้กินอะไรเลยเลยตั้งแต่เช้า  เพราะเขาทำงานที่ร้านสะดวกซื้อตอน 7 โมงถึง10 แล้วก็ตามด้วยการมาล้างจานที่ร้านอาหารข้างๆ จนถึงปัจจุบัน  ตอนนี้เป็นเวลาบ่าย 3 โมงตรง   ซึ่งก็หมายความว่าเขากำลังจะเลิกงานของที่นี่ และมีเวลาไปกินข้าวสักที  เพราะทั้งวันกระเพาะของเขามีเพียงขนมปังหนึ่งก้อนกับนมหนึ่งกล่องเท่านั้นที่ตกถึงท้อง  จนป่านนี้มันคงถูกย่อยเป็นกลูโคสกับกรดอะมิโนจนหมดแล้ว  เสียงท้องที่ร้องโครกครากทำให้จุนซูรีบเก็บข้าวของเพื่อจะไปหาคาร์โบไฮเดรตเติมให้กระเพาะน้อยๆ ของตัวเอง

 

ผมไปก่อนนะครับ จุนซูตะโกนบอกเจ้าของร้านก่อนที่จะรีบวิ่งหน้าตั้งออกไป 

เหลือเวลาอีก 2 ชั่วโมงก่อนที่เขาจะต้องไปทำงานที่ร้านเช่าวีดีโอต่อเป็นเวลาอีก 4 ชั่วโมง  ร่างเล็กเดินไปอย่างเร่งรีบหวังมุ่งตรงไปที่ร้านราเม็งร้านโปรดที่ตั้งอยู่ถัดจากร้านอาหารที่เขาเพิ่งทำงานเสร็จแค่ 2 ช่วงตึก

 เอาเหมือนเดิมครับ ร่างเล็กสั่งอาหารอย่างรู้กันกับเจ้าของร้านเพราะคุ้นเคยกันดีเนื่องจากมากินทุกวัน  ไม่ใช่อะไรหรอกเพราะนอกจากมันอร่อยแล้วมันยังถูกอีกเนี่ยสิ   ช่างเป็นสวรรค์สำหรับคนกรอบๆ อย่างจุนซูจริงๆ  ขาทั้งสองข้างพาเจ้าของร่างตัวน้อยไปนั่งที่โต๊ะริมหน้าต่างซึ่งเป็นที่ประจำของเจ้าตัวไปแล้ว  เขาชอบที่จะนั่งตรงนี้เพราะสามารถแอบมองผู้คนที่เดินผ่านไปมาฆ่าเวลาระหว่างรออาหารได้ 

5 นาทีต่อมา   ชาชูราเม็งชามโตก็ถูกนำมาตั้งตรงหน้าร่างเล็กที่เฝ้าคอยจะจัดการอย่างใจจดใจจ่อ  ควันหอมฉุยที่ลอยมาเตะจมูกช่างเรียกกรดไฮโดรคลอลิกในร่างกายได้เป็นอย่างดี   แผ่นเนื้อแผ่นโตที่วางทับเส้นราเม็งสีเหลืองกับน้ำซุปสีน้ำตาลอ่อนๆ ที่รายล้อมถูกตะเกียบในมือเล็กๆ คาบเข้าปากไปเคี้ยวตุ้ยๆ จนได้ .....เหนื่อยๆ อย่างนี้ต้องชาชูราเม็งสิ  ช่วยได้ชะงัดนัก .......ร่างเล็กคิดในใจ   จุนซูใช้เวลาไม่นานนักกับการจัดการเส้นราเม็งกับน้ำซุปที่เหลือจนหมด

 

หลังจากเช็คบิลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  ก็ยังเหลือเวลาอีกประมาณชั่วโมงครึ่งกับการเดินเตร็ดเตร่ 

 

...เห....เหลือเวลาอีกตั้งเยอะแหนะ....ไปหายูชอนดีกว่า....^0^

 

เมื่อคิดได้ดังนั้น ร่างเล็กๆจึงรีบเดินไปยังจุดหมายที่เพิ่งนึกได้เมื่อครู่   ตอนนี้ยูชอนกำลังทำงานอยู่ที่ร้านพิซซ่าที่อยู่ไม่ไกลจากตรงที่เขาอยู่มากนัก  ใช้เวลาเดินสัก 15 นาที  ไปกลับก็ครึ่งชั่วโมง ก็ยังเหลือเวลาอีกตั้งชั่วโมงสำหรับการไปนั่งดูยูชอนทำงาน 

 

.....หาความสุขใส่ตัวบ้าง  ทำงานมาทั้งวัน...อิอิ..... วันนี้อากาศอบอุ่น  มีแสงแดดอ่อนๆ ทอไปทั่ว สายลมเอื่อยๆ โชยมาชวนให้จุนซูผิวปากอย่างอารมณ์ดี แต่ไม่ทันที่จะจบเพลง  เสียงโทรศัพท์มือถือสีขาวคู่ใจก็ดังขึ้นซะก่อน

 

Rrrrrrr….Rrrrrrr….. “ ยูชอน♥...^3^    ชื่อของคนที่กำลังจะไปหาปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์พอดี  ร่างเล็กจึงแอบยิ้มหนึ่งทีก่อนที่จะรีบกดรับ

 

ฮัลโหล ยูชอน~” ร่างเล็กแกล้งดัดเสียงน่ารักเหมือนปลาโลมาได้น้ำทะเล

 

กำลังจะไปหาพอดีเล้ย...

 

ดีครับ งั้นรีบมาโรงพยาบาลอย่างไวเลยนะครับ

 

เมื่อโสตประสาทแปรเสียงที่ตอบกลับมาทำเอาจุนซูสะดุดกึกก่อนทำหน้าแบบปลาโลมาข้องใจ  คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน

 

....เอ๋.....ใครเนี่ย  ไม่ใช่ยูชอนนี่นา....แต่ยังไม่ทันจะได้ถามข้อข้องใจ  เสียงจากปลายสายก็ดังขึ้นมาก่อน

 

คุณคือ โลมาน้อยจุนซู ใช่ไหมครับ 

 

ครับ น่าอายมั๊ยเนี่ยจุนซูเอ้ย...ชาวบ้านเขารู้กันหมดและว่าแกเป็นโลมา..

 คือคุณเจ้าของโทรศัพท์เครื่องนี้เขาขับรถตัดหน้าผม แล้วเสียหลักจนเกิดอุบัติเหตุ  ตอนนี้กำลังอยู่ที่โรงพยาบาลxxx ครับ รีบมาด่วนเลยนะครับ 

ราวกับถูกตรึงไว้กับที่  โลกทั้งใบหยุดหมุน ใบหน้าที่เคยอมชมพูบัดนี้ไร้ซึ่งสีเลือด  ความกลัวแล่นผ่านไปทั่วร่างกายจนหยุดอยู่ตรงขั้วหัวใจ  ถ้อยคำที่ผ่านเข้าหูทำเอาเข่าแทบทรุดฮวบ  แต่นี่ก็ไม่ใช่เวลาที่จะมาเข่าอ่อน  จุนซูรีบวิ่งตรงไปยังถนนใหญ่ทันที   รถแท็กซี่ที่จอดยังไม่ทันสนิทแต่คนตัวเล็กก็กระโดดขึ้นไปแล้วด้วยความรีบร้อนใจ....อย่าเพิ่งเป็นอะไรนะยูชอน....

 

////////////////////////////////////////////////

  

ปาร์ค ยูชอน.....ห้องนี่สินะ..... เด็กหนุ่มหน้าตาน่ารักคนหนึ่ง  เดินมาหยุดอยู่ที่ห้องคนไข้ของโรงพยาบาลชื่อดัง ร่างเล็กๆ นั้นถอนหายใจเฮือกใหญ่เพื่อทำใจ ก่อนที่จะเอื้อมมือไปหมุนลูกบิดประตูอย่างใจเย็น  สิ่งที่พบเบื้องหลังประตูสีเทาคือ  ภาพของชายหนุ่มผิวขาวร่างสูงนอนหลับตาพริ้มเหยียดกายอยู่บนเตียง ใบหน้าที่หล่อเหลามีแผลเย็บตรงหางคิ้วและรอยแผลถลอกอยู่ประปราย  แขนแกร่งมีบาดแผลเล็กน้อยที่ถูกปิดไว้ด้วยผ้าก็อทสีขาวสะอาด หลังมือถูกโยงด้วยสายน้ำเกลือซึ่งถุงน้ำเกลือที่แขวนไว้บนเสาโลหะซึ่งบัดนี้ของเหลวใสในนั้นพร่องไปเกือบค่อนถุง 

 

จุนซูย่างกรายเข้าไปหาผู้ที่ได้ชื่อว่าคนรักอย่างช้าๆ  ดวงหน้าที่หลับใหลไม่บ่งบอกความรู้สึกใดแน่นิ่ง  ชวนให้น้ำตารื้นขึ้นมา  มือเล็กเอื้อมไปกุมมือใหญ่อย่างทะนุถนอม   พวงแก้มที่อิงซบกับหลังมือก่อนที่จะปล่อยให้น้ำตา ไหลรวยรินลงมาอย่างเงียบๆ ลมหายใจอุ่นของร่างเล็กที่พ่นรดลงไปทำให้ร่างสูงผู้ตกอยู่ในห้วงนิทราลืมตาขึ้นอย่างขี้เกียจ  สายตาที่ค่อยๆ ปรับชินกับแสงสว่างที่เล็ดลอดผ่านมาตาเข้ามาอย่างเชื่องช้า มองไปรอบๆ และหยุดอยู่ตรงใบหน้าสวยหวานของบางคนข้างกาย  ดวงตาเรียวกระพริบช้าๆ อย่างงุนงง 

 

ฟื้นแล้วหรอยูชอน จุนซูพูดเสียงใส  รอยยิ้มกว้างระบายเครื่องหน้างดงามนั้นทันที

 

...... ทั้งโล่งอก ..... ทั้งดีใจ...... ที่คนตรงหน้าตื่นขึ้นมาได้  เพราะเขากลัวเหลือเกินที่ยูชอนจะหลับไปอย่างนั้นแล้วไม่มีวันตื่นขึ้นมาในโลกแห่งความเป็นจริงใบนี้อีกต่อไป แต่เมื่อเห็นสายตาที่จับจ้องมา  แค่นี้ก็ช่วยให้คนตัวเล็กชื้นใจขึ้นมาได้บ้าง  

 

เสียงแปร่งปร่าที่เปล่งออกมาเนื่องจากนิทราเมื่อครู่ถูกบีบเค้นออกมาในที่สุด

 

พี่เป็นใครฮะ?  ร่างสูงเอ่ยถามก่อนส่งสายตาที่ฉายแววสงสัยมาให้คนข้างกายที่นั่งนิ่ง 

 

......คำพูดที่ชวนให้หัวใจดวงน้อยกระตุกและบีบรัดได้ในเวลาเดียวกัน.....

 

---------------------------------------------------------

 

To be continued

 

 

 

 

edit @ 13 Feb 2008 18:38:04 by BANANAJUNK

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

โห ทำร้ายจิตใจ~

แปลว่าจะต้องมารักกันใหม่ไปพร้อมๆกับความเจ็บปวดของจุนซูสินะ >///<

*เราซื้อแบบที่มันเป็นแพ็คแล้วแถมกล่องอ่ะ...
กล่องไม่ช่วยอะไรเลย ตอนนี้มีหนึ่งเล่มโดดออกมานอกกล่อง ยังไม่ได้เอาไปเก็บ อิอิ*



open-mounthed smile

#1 By SaTurN on 2008-02-12 21:24