:: ♥ Forbidden Love ♥ :: รักต้องห้าม!! {CH2}
posted on 30 Apr 2009 21:01 by bananajunk in FICTION
Theme Music : The Good Riddance (Time Of Your Life) - Greenday
:: ♥ Forbidden Love ♥ :: รักต้องห้าม!!
Title : Forbidden Love
Chapter : [CH2] “ Valentine’s Day 14.02.2552 00.00 AM.”
Author : Kapiris Pusmosap
Style : Boys love
Rate : PG-13 *
Category : Romantic Fiction
Character : Jaejoong ♥ YunHo
*ถ้อยคำบางอย่างของตัวละครไม่เหมาะสมกับเยาวชน ไม่ควรนำเป็นเยี่ยงอย่างนะจ๊ะ*
“แจจุง...”
ศีรษะที่วางอยู่บนท่อนแขนแกร่งเอียงตอบคำขานเรียกกระทบกับแผงอกแกร่งทำให้รู้ว่าร่างเล็กนี้ยังไม่ได้เข้าสู่ห้วงนิทรา แสงไฟหลากสีจากด้านนอกสากส่องผ่านกรุกระจกแคบๆ เข้ามาภายในห้องโดยไม่ตั้งใจ บรรยากาศคึกคักบริเวณถนนที่ผู้คนพลุกพล่านด้านล่างตึกหลังนี้ให้ความรู้สึกแตกต่างอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับความเงียบที่แผ่ไปทั่วห้องมืดสลัวของช่วงเริ่มต้นราตรี
“แจจุง..” เสียงนุ่มทุ้มกระทบโสตประสาทที่พร้อมจะปิดอยู่ตลอดเวลา
“หืมมม...” คนที่ใกล้จะผล็อยหลับครางตอบในลำคอ
“หนาวมั๊ย?? ” ริมฝีปากเลื่อนไปใกล้กลุ่มผมสีดำสนิทที่อยู่ตรงหน้าอย่างห่วงใย
ไม่มีเสียงใดนอกจากกระชับวงแขนของตนให้แน่นขึ้นเป็นคำตอบ ก่อนที่แขนแข็งแรงจะเกี่ยวเอวบางให้ขึ้นมาอยู่บนลำตัว ใบหน้าหวานซุกตัวลงไปบนไออุ่นจากเนินอกกว้าง เสียงหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะทำให้ร่างบางนี้รู้สึกสงบอย่างประหลาด
...เพียงแต่....ก้อนเนื้อที่กำลังเต้นอยู่นี้ มันไม่ได้เป็นของฉันเท่านั้นเอง...
ยิ่งเต้นแรงเท่าไหร่ก็ยิ่งทำลายอารมณ์แช่มชื่นให้พินาศลงไปเรื่อยๆ เท่านั้น..เสียงตุบๆ ของหัวใจเหมือนจะบอกว่า เขาไม่ได้รักฉัน ในทุกจังหวะของการเต้น
...เราไม่ได้รักกัน...
“อีกสองวันก็วาเลนไทน์แล้ว แจจุงอยากไปไหนไหม?” ร่างสูงเอ่ยถามร่างที่นอนหลับตาพริ้มอย่างเหนื่อยอ่อนบนแผ่นอกของตัวเอง
“นี่กำลังถามฉันหรือถามโพมี?” ร่างเล็กนั่นถามสวนกลับมาอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่ได้ลืมตาขึ้นด้วยซ้ำ
เรียกให้คิ้วหนามุ่นเข้าหากันอย่างขุ่นข้องใจ ดวงตาฉายแววประหลาดใจส่งทอดมายังร่างที่กำลังจ้องมาทางเขา
ตุบ...ตุบ..ตุบ....
...เราไม่ได้รักกัน....
“ถามแจจุงสิ” นิ้วเรียวบรรจงเกลี่ยไกลไปตามไรผมสีดำไล่ไปถึงรอบดวงตาอย่างอ่อนโยน อ้อมแขนที่รองรับน้ำหนักของร่างเล็กๆ นี้กระชับแน่นขึ้นเพื่อให้ร่างด้านบนเข้ามาใกล้กว่าเดิม
“แจจุงอยากไปไหนครับ?” คนด้านล่างถามอย่างสุภาพด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเหมือนกับการกระทำเมื่อครู่ ริมฝีปากอบอุ่นบรรจงจูบลงบนหน้าผากที่เกยอยู่ใต้คางอย่างแผ่วเบา
“ไปกันสองคนน่ะหรอ??”
“แน่นอนสิ”
ยุนโฮตอบด้วยน้ำเสียงร่าเริง ทำเอาหัวใจน้อยๆ ของแจจุงพองโต สายตาทั้งคู่ประสานกันท่ามกลางความเงียบ หนึ่งเฝ้ารอคำตอบ อีกหนึ่งค้นหาคำตอบ จนสายตาคู่หนึ่งก็ต้องยอมแพ้และหลบไป ใบหน้าขาวเริ่มสูบฉีดสีเลือดอ่อนๆ
“ไปสวนสนุก” เสียงตอบอู้อี้ดังอย่างเขินอาย
“สวนสนุก?” ยุนโฮทวนคำถามอีกครั้งอย่างตกใจ
“ใช่แล้ว สวนสนุก” ใบหน้ายิ้มแย้มทำเอาคนร่างใหญ่แทบจะปฏิเสธไม่ลง แต่คนที่ขึ้นชื่อว่ากลัวเครื่องเล่นหวาดเสียวทุกชนิดที่มีบนโลกใบนี้อย่างยุนโฮแล้ว สวนสนุกก็เหมือนกันนรกดีๆ นี่เอง
...ถ้าไปสวนสนุก แจจุงก็รู้หมดน่ะสิ ฉันไม่อยากกลายเป็นผู้ชายอ่อนแออ่ะ....
“ไปที่อื่นไม่ได้หรอ?”
แต่แจจุงที่มักจะมองอะไรในแง่ลบนั้น คำว่า “ไปที่อื่นไม่ได้หรอ?” ของยุนโฮ ก็ทำเอาคนร่างเล็กตีความหมายผิดไปเสียสนิท
....มันใช้เวลานานไปใช่ไหมล่ะ?...
สายตาคมเอาแต่หลุบต่ำอย่างเศร้าสร้อย จนมือของยุนโฮอดไม่ได้ที่จะต้องลูบผมดำที่ลู่ลงแผ่บนอกของตัวเอง
ความน้อยเนื้อต่ำใจเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วในใจของหนุ่มน้อย คิม แจจุง ยุนโฮไม่เคยให้เวลากับเขามากไปกว่าชั่งโมงสองชั่วโมงที่พอจะทำให้หนุ่มหล่อร่างสูงได้มีความสุขบนความทรมานของร่างเล็กๆ นี้เท่านั้น
..ใช่สิ..ชู้อย่างฉัน มันไม่มีค่าพอให้นายมาเสียเวลาด้วยใช่ไหม?...
“แต่ฉันอยากไปนี่” ในเมื่อจะไม่ได้ไป ก็ขอดื้อดึงให้สุดๆ ไปเลยละกัน ร่างเล็กคิดอย่างนั้น
ยุนโฮที่เอาแต่ทำท่าอึกอัก มันช่างตอบคำถามทุกอย่างในใจของร่างเล็กๆ ได้จนหมดสิ้น
“ไม่ได้หรอ” ร่างเล็กๆ ถามเสียงอ่อย แววตาหม่นหมองส่งถึงดวงตาคม
หยาดน้ำใสๆ ที่พยายามกล้ำกลืนฝืนไว้ ยื้อยุดกับความรู้สึกที่บังคับไม่ให้มันเป็นอิสระ ลมหายใจขาดช่วงเป็นสัญญาณบอกว่าเกิดอะไร สองมือหนาประคองดวงหน้าหวานขึ้นมาอย่างเบามือแต่ดวงหน้านั้นกลับเบนบ่ายหน่ายหนีเรื่อยไป ยุนโฮเอาหน้าผากของเขาแตะหน้าผากของแจจุง แพของตางอนทิ้งตัวลงอย่างช้าๆ ก่อนถอนลมหายใจอย่างท้อแท้
“ได้สิ ได้แน่นอนอยู่แล้ว”
หลังสิ้นเสียง ดวงตาก็ต้องเบิกโตอย่างประหลาดใจ ใบหน้าหล่อเหลาแอบอมยิ้มเมื่อเห็นริมฝีปากบางนั้นยิ้มกว้างทันทีที่ร่างสูงพูดจบประโยค
“สัญญานะ!!” เสียงเริงร่าดังอย่างพองโต ความรู้สึกแย่ๆ ที่เคยก่อตัวมลายหายวับไปภายในเวลาไม่กี่วินาที
...เอาวะ เป็นไงเป็นกัน มันคงไม่ถึงตายหรอก...ยุนโฮแอบคิดในใจ
ร่างสูงชูนิ้วก้อยขึ้นมาตรงหน้าก่อนที่นิ้วเล็กๆ จะสอดเกี่ยวพัน....สัญญานะยุนโฮ... แล้วจุมพิตหอมหวานถูกประทับลงบนผิวแก้มนวลเนียนครั้งแล้วครั้งเล่า
สองร่างกอดก่ายใต้ผ้าห่มสีขาวผืนหนาถ่ายทอดความอบอุ่นให้แก่กันภายในห้องเล็กๆ แสงสลัว เสื้อผ้าที่กองเป็นกลุ่มก้อนกระจัดกระจายไปทั่วปลายเตียงและพรมหนาสีเขียวเข้ม สถานที่ๆ เป็นจุดจบของการพบเจอแต่ละครั้ง สถานที่ๆ แจจุงรู้ดีว่าเขาต้องมา เพราะมันเป็นสถานที่ "เพื่อเติมเต็มความรักที่ขาดหายไป"
.
.
.
.
.
.
.
วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2552
เวลา 8.45 น.
สายน้ำใสของน้ำพุพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศต่อสู้กับแสงอาทิตย์อ่อนแรงท่ามกลางอากาศเย็นเฉียบของปลายฤดูหนาว มีร่างภายใต้สเว็ทเตอร์สีขาวขุ่นกางเกงสีครีมนั่งนับถอยหลังอย่างใจจดใจจ่อ ดวงตาสีนิลจ้องมองเข็มวินาทีที่เดินอย่างเชื่องช้าอย่างไม่รับรู้ว่าการรอคอยนั้นช่างน่าเบื่อ แต่ในความน่าเบื่อนี้กลับแฝงความตื่นเต้นไปพร้อมกัน ร่างที่นั่งนิ่งไม่ไหวติงเป็นเวลากว่าชั่วโมงดึงดูดสายตานับสิบคู่ที่ผ่านไปผ่านมาไว้ให้เหลียวหลังกลับมา
…อีก 15 นาที..
แว่นตากรอบหนาที่ใส่เป็นประจำถูกเก็บไว้ในลิ้นชักเป็นอย่างดีและถูกแทนที่ด้วยคอนแทคเลนส์คู่ใหม่เอี่ยมที่เพิ่งถอยมาเมื่อวาน ถึงจะเคืองตาจนน่ารำคาญแต่ถ้าเพื่อวันนี้ก็คงจะไม่เป็นไร ทรงผมรุงรังแปรสภาพเป็นผมซอยไล่จนมาถึงลำคอดูสวยงาม หน้าม้าที่เคยยาวจนเกะกะหายไปแล้ว เผยให้ใบหน้าหวานปรากฏสู่สายตานับร้อยขณะที่เดินสวนทางไปมา
ถึงแม้วันนี้จะไม่ใช่วันวาเลนไทน์ แต่ความรู้สึกดีใจก็โลดแล่นไปทั่วหัวใจดวงน้อยจนบดบังความเศร้าที่ตกตะกอนมาเนิ่นนาน
...รู้ดีว่าไม่มีสิทธิ์...ไม่ใช่คนสำคัญขนาดที่เขาจะต้องสละเวลาให้...วันแห่งความรัก เขาคงมอบให้กับคนที่เขารัก ....ที่ไม่ใช่ฉัน...ยุนโฮคงไม่อาจจะละทิ้งคนพิเศษมาหาได้ในวันพรุ่งนี้ได้...แต่อย่างน้อย...ก็ยังมีวันนี้...วันที่เป็นวันของเราสองคน.....
แก้วตาสีราตรีกาลสะท้อนให้เห็นเข็มชั่วโมงที่หยุดยืนตรงเลข 10 พอดี และเข็มนาทีก็เลื่อนห่างออกมาจนทำมุม 90 องศาแล้ว...10.10 นาฬิกา...แต่บัดนนี้ก็ยังไม่เห็นวี่แววของคนที่เฝ้าคอยมานานนับชั่วโมง
…เรานัดกัน 9 โมงไม่ใช่หรอยุนโฮ....
.
.
.
.
.
เวลา 9.32 น.
ความกังวลคุกคามไปทั่วทุกลมหายใจ ความรู้สึกโหวงเหวงปั่นป่วนในท้องทำให้แจจุงรู้สึกเหมือนเขากำลังไม่
สบาย กระวนกระวายใจห่วงสวัสดิภาพของคนที่เขาต้องการพบมากที่สุดตอนนี้ ความหวาดหวั่นคืบคลานไปในทุกๆ ที่ที่สายตาสามารถมองเห็นได้ แต่ไม่เห็นแม้แต่เงาของร่างสูง ความประหวั่นปลุกความกลัวให้ท่วมท้น นิ้วเรียวเริ่มไล่ไปตามแผงตัวเลขบนวัตถุสื่อสารสีเทาเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว แม้แต่ตัวเขาเองก็ไม่อาจจำได้
“หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ ...กรุณาฝากข้อ...” เสียงจากเครื่องตอบรับบีบคั้นหัวใจ
...นายอยู่ที่ไหนกันยุนโฮ??...
ผู้คนที่เริ่มหนาตาขึ้นเรื่อยๆ ทำให้แจจุงต้องยืนขึ้นเพื่อขยายทัศนวิสัยของตนเองให้กว้างขึ้น แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมาในเมื่อร่างสูงโปร่งของยุนโฮไม่ได้อยู่ในบริเวณนั้นเลย
น้ำใสๆ เริ่มเอ่อล้น ความกังวล ความน้อยใจ ผสมปนเปกันไปหมด อุบัติเหตุ รถติด แบตหมด ลืม หรือ โพมี ไม่ว่าร่างเล็กจะสรรหาเหตุผลมากมายเพียงไรก็ยิ่งทำให้รู้สึกแย่ขึ้นไปเท่านั้นเอง
แต่แล้วเสียงที่รอคอยมาเนิ่นนาน....
“ฮัลโหล ยุนโฮ..!!”
ร่างเล็กกระวีกระวาดรับโทรศัพท์อย่างร้อนรน เสียงทุ้มต่ำที่คุ้นเคยเรียกเอาน้ำใสๆ รินไหลออกมาอีก
“แจจุงหรอ ตอนนี้นายอยู่ไหน?”
เสียงของยุนโฮทำให้หัวใจที่ห่อเหี่ยวชื้นขึ้นอีกครั้ง
“ฉันอยู่ที่สวนสนุกแล้ว อยู่ตรงน้ำพุหน้าประตูทางเข้า”
“งั้นรออยู่ตรงนั้นก่อนนะ แล้วฉันจะรีบไป”
“ ....เอามานี่นะยุนโฮ..”
เสียงเล็กแหลมที่แทรกขึ้นมาระหว่างบทสนทนาของเด็กหนุ่มทั้งสอง ทำเอาหัวใจกระตุกวูบ...โพมี...
"อ๊ะ..อย่าสิ..ฉันกำลังคุยโทรศัพท์”
เสียงตะโกนโหวกเหวกระหว่างบุคคลทั้งสองจากอีกฝั่งดังออกมา
“...นายคุยกับหมอนั่นอยู่ใช่มั๊ย...”
เสียงกรีดร้องและเสียงฟูมฟายจนไม่ได้ศัพท์
"มันเรื่องของฉันนะ…เธอไม่เกี่ยว!!!”
น้ำเสียงเด็ดขาดดังอย่างเฉียบพลันก่อนที่จะลดระดับลงมาเท่าเดิม
“รอฉันก่อนนะ อย่าเพิ่งกลับ”
และสายก็ตัดไป
.
.
.
.
.
เรื่องที่เกิดขึ้นรวดเร็วจนแจจุงตั้งตัวไม่ทัน อากาศเย็นๆ ที่สูดเข้าไปดูเหมือนจะเริ่มไม่เพียงพอ ความเย็นเยียบกรีดย้ำลงไปบนทุกที่ๆ มันสัมผัสถึง... [b]“รวมทั้งหัวใจ”[/b]... ฝ่ามือเย็นชื้นจากเหงื่อที่ซึมผ่านผิวหนังออกมาทำให้นิ้วเรียวชาจนไม่รู้สึก แต่ข้างในลึกๆ กลับรู้สึกอย่างประหลาด
แจจุงกระพริบตาถี่ๆ หลายครั้งเพื่อเรียกสติคืนมาและลำดับเรื่องราวทั้งหมด...ยุนโฮมาช้าและบอกให้เขารอเพราะยุนโฮกำลังอยู่กับ ‘โพมี’. ..นั่นคือสิ่งที่เขาพอจะคิดได้
เพียงไม่นาน...หน้าจอโทรศัพท์ที่เพิ่งดับไปเมื่อ 2-3 นาทีก่อนก็ส่องแสงวูบวาบและปรากฏคำว่า “YoonHo” อีกครั้ง
“แกไม่มีปัญญาหาผัวเองรึไง ถึงได้มาคาบของๆ คนอื่นเขา”
“หยุดนะโพมี”
“หน้าด้าน!! อายฟ้าดินบ้างมั๊ย มานอนกกอยู่กับผู้ชาย น่าขยะแขยงที่สุด”
“เธอเป็นบ้าไปแล้วหรอ”
“ไม่ทุเรศตัวเองรึไง …อย่ามาห้ามนะยุนโฮ….ไม่สมเพชตัวเองเหรอที่ต้องมาเป็นชู้คนอื่น”
“ฉันบอกให้หยุด”
“ไม่…อย่างแกก็แค่ที่ระบายความอยากเท่านั้นแหละ”
“...เลิกบ้าได้แล้วโพมี หุบปากซักที..”
เสียงเล็กแหลมหวีดตะเบ็งจนดังออกมานอกโทรศัพท์ ในขณะที่อีกเสียงก็ตะโกนกลับใส่กันอย่างไม่ลดละ ร่างบางๆ สั่นเทิ้มไปทั้งตัว ทั้งความโกรธ ความอาย ความอัดอั้นสั่นคลอนร่างกายราวกับพายุโหมกระหน่ำ นิ้วมือสั่นระริกจนควบคุมไม่ได้ ความรู้สึกรุนแรงที่สะท้านไปถึงขั้วหัวใจทำเอาลมหายใจขาดช่วง บัดนี้น้ำตาพรั่งพรูลงมาอย่างไม่ขาดสาย ภาพเบื้องหน้าพร่ามัว ลูกสะอื้นจุกอยู่ที่ลำคอ ลมหายใจเริ่มติดขัด คำพูดทิ่มแทงและความทรมานบดขยี้หัวใจให้แหลกสลาย ท่อนขาเล็กทั้งสองข้างอ่อนยวบจนรับน้ำหนักไม่ไหว
.
.
.
.
.
เวลา 20.06 น.
ควันสีขาวถูกพ่นเป็นสายออกจากโพรงจมูกที่เย็นเฉียบ
ผิวหนังตึงขึ้นเพราะอากาศรอบตัวที่เย็นลงเรื่อยๆ
สายลมแผ่วผิวต้องกายสั่งให้เรียวแขนเล็กกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นอย่างอัตโนมัติ
สายน้ำใสของน้ำพุที่เคยพุ่งทะยานขึ้นสู่อากาศต่อสู้กับแสงอาทิตย์ต้องเปลี่ยนเป้าหมายเมื่อในแผ่นฟ้าหามีดวงสุริยันไม่
ดวงตะวันลอยลับเคลื่อนคล้อยล่วงเลย ดวงจันทราหมุนเวียนสับเปลี่ยนมาแทนที่
เบื้องหลังน้ำพุที่พุ่งทะยานขึ้นอย่างไม่หยุดหย่อน มีร่างภายใต้สเว็ทเตอร์สีขาวขุ่นกางเกงสีครีมนั่งคุดคู้อยู่
ด้วยใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา ดวงตาสวยแดงช้ำผ่านการร่ำไห้มากมาย
เสียงสะอึกสะอื้นที่ดังอย่างเงียบๆ มาเป็นเวลานานจนไม่มีแรงหรือแม้กระทั่งเสียงที่จะร้องไห้ต่อไป
...ท่ามกลางความเดียวดายและอากาศเย็นยะเยียบ ร่างเล็กต้องต่อสู้กับความโดดเดี่ยวเพียงลำพัง...
“หมายเลขที่ท่านเรียกไม่สามารถติดต่อได้ในขณะนี้ กรุณาฝากข้อความไว้หลังได้ยินเสียงสัญญาณ ตู๊ดด..ดด.. ยุนโฮ รีบๆ มาหล่ะ ฉันยังรออยู่นะ เร็วๆ เข้า อยากเจอนายจังเลย ”
....ในเมื่อเขาบอกให้ ‘รอ’ ก็คงทำได้เพียงแค่เฝ้า ‘รอ’ ต่อไปอย่างไร้ความหวัง…..
หลังจากข้อความเสียงฉบับที่ 12 ถูกบันทึกเสร็จแล้วก็ยังคงไม่มีวี่แววของร่างสูงเลยแม้แต่น้อย ในที่สุดร่างเล็กก็คิดได้ว่าต่อให้นั่งหายใจทิ้งอยู่ตรงนี้ต่อไปก็ไม่ได้เจอกับร่างสูงที่เขาอยากพบอยู่ดี...ในเมื่อเขายังอยู่กับเธอคนนั้น...คนที่ขึ้นชื่อว่า ‘ตัวจริง’… ใบหน้าหวานส่ายอย่างแรงๆ เพื่อยื้อยุดน้ำตาไม่ไหลออกมาภายนอกด้วยความคิดไม่เข้าท่า
แจจุงลุกขึ้นยืนอย่างช้าๆ ร่างเล็กเซถลาอย่างเสียการทรงตัวเนื่องจากการนั่งแน่นิ่งไม่ขยับเขยื้อนมาเป็นเวลากว่า 5 ชั่วโมง ขาทั้งสองข้างชาจนไม่เหลือความรู้สึก สายตาพร่ามัวเมื่อเลือดไม่อาจส่งไปเลี้ยงสมองได้ท่วงทันจากการลุกอย่างฉับพลัน สองมือจับขอบบ่อน้ำพุพยุงร่างเอาไว้ไม่ให้ล้มลงไป ก่อนที่จะเริ่มออกเดินทางอย่างไร้จุดหมายไปตามทางเดินของสวนสนุกแห่งนี้ ปลายเท้าขูดลากแผ่นอิฐที่ปูไว้อย่างล่องลอยภายใต้ราตรีสีมุก แสงจันทร์นวลผ่องแสงแข่งกับประกายไฟหลากสีของหลอดไฟที่ประดับประดาไว้ ขาสองข้างพาเจ้าของร่างมาหยุดอยู่เบื้องหน้าชิงช้าสวรรค์เครื่องใหญ่ใจกลางของสวนสนุก
.
.
.
.
.
.
เวลา 21.24 น.
ครืน..!!
เสียงครืดคราดจากระบบไฮโดรลิคของชิงช้าสวรรค์ดังสนั่น กระเช้าขนาดค่อนข้างใหญ่สีขาวหยุดกึกลงเบื้องหน้าของร่างเล็กพอดิบพอดี แจจุงก้าวเท้าเข้าไปในโลหะวัตถุที่แน่ใจว่าหยุดเรียบร้อยดีแล้ว เพียงไม่นานกงล้อยักษ์ก็เคลื่อนตัวทะยานสู่ท้องฟ้าสีหม่นปราศจากดวงดาราอย่างช้าๆ ละอองหิมะที่ร่วงหล่นสู่พื้นดินเกล็ดแล้วเกล็ดเล่าละลายไปตามกาลเวลา ...เหมือนความสุขมลายหายไปตามความจริง…
กระเช้าที่นั่งอยู่สูงขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่สามารถมองเห็นทิวทัศน์เบื้องล่าง ฝ่ามือขาวซีดลูบไล้บ้านเรือนหลังจ้อยไปตามแผ่นกระจกใส ก่อนที่จะรินหลั่งหยาดน้ำรสแปร่งปร่าให้หยดลงสู่หน้าตักของตัวเอง เข่าสองข้างข้างชันขึ้นรองรับคางมนที่เกยอยู่ด้านบน
....เขาไม่มาสินะ...
มือเล็กๆ ล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงก่อนจะหยิบเครื่องมือสื่อสารออกมาอีกครั้ง ขณะเดียวกันกับที่กระเช้าอยู่ ณ จุดสูงสุดพอดี
“เขาไม่มาหล่ะ..... ฉันก็ว่าอย่างนั้นแหละ วันนี้เขาก็คงอยู่กับแฟนเหมือนเคย ... โง่จริงๆ เล้ย..... ไม่รู้จะรอทำไม ก็รู้อยู่แล้วว่าเขาต้องเลือกเธอคนนั้น ยังไงซะ...เธอก็เป็นตัวจริงที่ฉันไม่อาจจะไปแทนที่ได้”
โทรศัพท์เริ่มบันทึกตัวเองไปเรื่อยๆ ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอเป็นเพียงชายหนุ่มหน้าสวย...เพียงลำพัง...
“มันจบแล้วหล่ะ คิม แจจุง.... นายไม่ได้.....”
น้ำเสียงเริ่มขาดช่วงเพราะถูกขัดจังหวะด้วยเสียงสะอื้น
“ไม่ได้เป็น คิม แจจุง ของ จุง ยุนโฮ อีกต่อไป”
.
.
.
“ขอโทษนะจุนซู ขอโทษที่ฉันไม่เคยฟังที่นายพูด ตอนนี้ฉันกำลังกลายเป็นดอกไม้ริมทาง เป็นเสื้อผ้าที่เขาทอดทิ้งแล้วอย่างที่นายพูดจริงๆ ”
ความปวดร้าวจุกอยู่ที่ลำคอ เสียงหวานเริ่มแหบแห้งลง เล็บทั้งห้าของมือที่ยังว่าง จิกทึ้งลงบนท่อนขาของตังเอง ริมฝีปากขบเม้มจนบางเฉียบเพื่อกล้ำกลืนความรู้สึกต่างๆ เอาไว้
“ขอโทษจริงๆ จุนซู จะผิดมั๊ยถ้าคนๆ นี้จะคลานกลับไปให้นายเห็นหน้า เรายังเป็นเพื่อนกันได้ใช่มั๊ย??”
คำถามที่ไม่มีคำตอบยิ่งเสียดแทงใจให้เจ็บช้ำทวีคูณ กระเช้าเริ่มคล้อยตัวต่ำลงเรื่อยๆ
“จุนซู...ฉันเจ็บ.....เจ็บปวดเหลือเกิน....ที่ต้องยอมรับความจริง ฉันร้องไห้ตั้งหลายรอบแหนะ....ฉันรู้สึกเสียใจมาก....มากซะจนไม่อยากหายใจ....เพียงเพราะ....เขา…เขาคนเดียว”
REC05:12.23.16
Date:13/02/2009
“แต่ทำไมกัน.....ทำไมกันนะ.....ทำไมฉันถึงยังรักเขาอีก”
คำถามถูกส่งทอดสู่เพื่อนรัก ‘ที่ไม่มีตัวตน’ คำพูดที่พยายามเค้นอยู่นานค่อยๆ จมหายไปในเสียงสะอื้นที่ดังขึ้น แจจุงไม่อาจทานน้ำตาที่เอ่อล้นไว้ได้อีกแล้ว ความร้อนผ่าวที่ดวงตาแดงช้ำถูกถ่ายทอดลงบนหลังมือที่วางอยู่บนหัวเข่าทั้งสองข้าง ภาพที่ปรากฏบนหน้าจอโทรศัพท์เป็นเพียงมุมกล้องแปลกๆ ที่กลับหัวและหาความชัดเจนไม่ได้ ร่างเล็กสะท้านไปตามแรงสะอื้น มีเพียงเสียงฟืดฟาดเท่านั้นที่เล็ดลอดเข้าไปในโสตประสาท ตัวเลขที่ยังวิ่งแล่นๆ ตลอดเวลาบ่งบอกว่าภาพเหล่านี้ได้ถูกบันทึกลงไปทุกๆ อิริยาบถ จนกระทั่งในที่สุด....
REC05:16.07.08
Date:13/02/2009
“ฉันรักนาย รักนายจริงๆ จุง ยุนโฮ”
มือเล็กปาดหยดน้ำตาก่อนที่แสงสว่างจะดับวูบลง........
.
.
.
.
.
.
.
.
เวลา 23.27 น.
หิมะสีขาวโปรยปรายไปตามเส้นทางที่ต้องก้าวเดิน ความรู้สึกโล่งใจอย่างบอกไม่ถูกลอยวนเวียนอยู่รอบกาย แจจุงเดินออกมาจากสวนสนุกแล้วเพราะเขาคงไม่จำเป็นต้องรอ ‘ใครบางคนที่คงไม่มา’ อีกต่อไป เขาปล่อยให้สมองว่างเปล่าไม่นึกถึงเรื่องของ ‘วันนี้’ หรือแม้กระทั่ง ‘วันพรุ่งนี้’
...แต่ถึงอย่างไรความเสียใจก็มีมากกว่าหลายเท่าอยู่ดี....
ตอนนี้จุนซูจะหลับหรือยัง? เป็นสิ่งที่ร่างบางซึ่งย่างกายทอดน่องไปบนหิมะผืนหนาคิดไว้ในใจ รอยเท้าที่เกิดตามน้ำหนักซึ่งทิ้งตัวลงไปฝังลงบนน้ำแข็งที่ยังไม่ละลาย ผู้คนยังพลุกพล่านบนถนนสายนี้แม้ว่าเป็นเวลาเกือบจะเที่ยงคืนแล้ว เขามีเรื่องมากมายที่ต้องพูดกับจุนซูและเขาก็รู้ตัวว่าควรที่จะไปขอโทษจุนซูผู้แสนดีเสียที ก่อนที่เขาจะเสียเพื่อนรักไป ...และก่อนที่เขาจะต้องอยู่ตัวคนเดียวจริงๆ...
แล้วจู่ๆ เสียงลากเท้าที่เคยสม่ำเสมอกลับเปลี่ยนจังหวะไปอย่างกะทันหัน เมื่อสองสายตาประสานกัน ต่างฝ่ายต่างจับจ้อง ร่างกายเริ่มชาจนไร้ความรู้สึก ก่อนที่จะหันหลังแล้วออกฝีเท้าอย่างเต็มกำลัง แต่ก็ไม่อาจหนีพ้นร่างที่ไล่ตามมาได้ แขนแกร่งเข้าสวมเอวบางอย่างไม่แคร์สายตาของใคร ร่างเล็กพยายามต่อต้านผู้ที่รุกรานความอิสระแต่ก็ไม่อาจจะหลุดพ้นจากพันธนาการ ใบหน้าคมฝังลงบนต้นคอขาวเนียน ยิ่งแขนแกร่งโอบรัดเท่าไหร่กำแพงที่สูงชันก็ค่อยๆ ทะลายลงไปเท่านั้น ร่างเล็กพยายามต่อสู้อยู่นาน แต่ก็รู้ว่ายิ่งขัดขืนก็จะยิ่งจมหายเข้าไปในอ้อมกอดกว้างมากขึ้นเท่านั้นเอง
“มาทำไม นายมาหาฉันทำไม” ในที่สุดร่างเล็กๆ ก็หยุดดิ้นรน น้ำเสียงขอดค่อนแผดตะเบ็งแม้ว่าลำคอนั้นจะเจ็บแสบจากการร้องไห้อย่างหนักอยู่เพียงใดก็ตาม ....นายกลับมาอีกทำไม...
“นายต้องการอะไรอีก ”
ท่อนแขนบางเหวี่ยงกระชากร่างใหญ่กว่าให้กระเด็นออกไป น้ำเสียงเดือดดาลพ่นความอัดอั้นออกมา
“นายรู้บ้างมั๊ยว่าฉันรู้สึกยังไง”
“ยังเห็นฉันเสียใจไม่พอใช่ไม๊? แค่นี้มันยังไม่พอใจใช่มั๊ยยุนโฮ”
“..แจจุง...”
แขนยาวกว่าเอื้อมไปกำข้อมือผอมบางนั่นไว้เพื่อรั้งไม่ให้ร่างเล็กไป ผู้ถูกดึงดันสะบัดทึ้งเพื่อเป็นอิสระ แต่ดูเหมือนกำแพงในใจมันได้พังพินาศลงไปหมดแล้วเมื่อสายตาเจ็บปวดนั่นส่งทอดมา ร่างบางจมลงสู่ออมกอดของร่างสูงอีกครั้ง น้ำตาไหลรินเป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้ว ...นายจะทำให้ฉันร้องไห้อีกเท่าไหร่ถึงจะพอ...??
“แจจุง ฉันขอโทษ”
“เก็บคำขอโทษของนายเอาไว้เถอะ ชอง ยุนโฮ แล้วก็กลับไปหาคนที่นายรักซะ ส่วนฉันก็จะไปตามทางของฉัน”
ประโยคยาวยืดขณะที่การต่อสู้ระหว่างสองร่างเกิดขึ้นอีกครั้ง ร่างบางยิ่งดิ้นหนักขึ้น พยายามทุกวิถีทางเพื่อจะเป็นอิสระให้ได้
“ก็เขาอยู่ตรงหน้าของฉันนี่ยังไงหล่ะ”
ประโยคสุดท้ายที่ทำร่างกายหยุดทุกการเคลื่อนไหวจนเกือบจะลืมหายใจ ร่างบางมองสายตาแน่วแน่นั่นด้วยความลังเลใจ และเมื่อคิดว่ามันไม่พอ..ยุนโฮจึงเอ่ยต่อไปว่า...
“คนที่ฉันรักก็อยู่ตรงนี้ยังไงหล่ะ คนที่ฉันรักคือคนที่ฉันทำร้ายจิตใจของเขาเรื่อยมา คนที่ฉันรักที่ฉันปล่อยให้เขารอคอย....... คนที่ฉันรักมีชื่อว่า คิม แจจุง”
ยุนโฮพูดพลางนั่งคุกเข่ากับพื้น มือข้างหนึ่งล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกงก่อนที่จะหยิบโลหะสีเงินออกมาสวมรอบนิ้วนางของซ้ายของผู้ที่เลือกมันมา
“กลับมาเป็นของฉันเถอะนะ แล้วฉันก็จะเป็นของนายตลอดไป”
ร่างหนึ่งโอบกอด อีกร่างอยู่ในอ้อมกอด เสียงหัวใจสองดวงที่ดังตุบๆ เป็นจังหวะกำลังบอกว่า “ฉันรักนาย” ริมฝีปากได้รูปรับรสจูบหอมหวานเนิ่นนานอย่าง....ไม่มีวันรู้จบ...
วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2551
เวลา 00.00 น.
…Valentine’s Day…
To be continued …
edit @ 1 May 2009 14:39:18 by BANANAJUNK